ปตท.สผ.หวังรัฐบาลใหม่สร้างความต่อเนื่องการจัดหาแหล่งพลังงานช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ชี้เตรียมแผนรองรับแหล่งก๊าซ S1-สินภูฮ่อมนับถอยหลังหมดอายุ
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2569 ยังคงให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องหลัก คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ และการสร้างการเติบโตโครงการลงทุนต่างประเทศ ทั้ง มาเลเซีย แอลจีเรีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าปริมาณการขายปิโตรเลียม(Sales volume) 556,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันหรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 8% ส่วน เป้าหมายปริมาณการผลิต (Production volume) ในปี 2569 ประมาณ 785,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
ทั้งนี้มีแผนเพิ่มปริมาณการผลิตในประเทศจากโครงการปัจจุบัน เช่น โครงการจี 1/61 (แหล่งเอราวัณ ปลาทอง สตูล และฟูนาน) โครงการจี 2/61 (แหล่งบงกช) โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 โครงการในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ขณะเดียวกันให้ความสนใจกับการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน ซึ่งครั้งล่าสุดได้เข้าร่วมประมูลรอบที่ 25 ขณะนี้รอผลการพิจารณาคัดเลือกรวมถึงการเปิดประมูลรอบที่ 26 เนื่องจากเป็นการจัดหาแหล่งพลังงานที่สำคัญให้กับประเทศ
อย่างไรก็ตามรัฐบาลใหม่ที่จะเข้าบริหารอยากให้สนับสนุนส่งเสริมเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมให้ต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันไทยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 70% ในจำนวนดังกล่าวเป็นการจัดหาแหล่งผลิตจากอ่าวไทยและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย 60% ที่เหลืออีก 40% เป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ซึ่งต้องยอมรับว่ามีราคาผันผวนมาก เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงในอนาคตที่ทั่วโลกให้ความสนใจ
“ตอนนี้อยากให้ส่งเสริมผลิตและสำรวจปิโตรเลียมเกิดในพื้นที่ที่ใกล้กับไทยไม่ว่าจะแหล่งใด เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงและมีผลต่อการผลิตไฟฟ้า สามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ หากต้องนำเข้าก๊าซฯจะมีราคาสูง ซึ่งในภาพรวมขณะนี้มีโรงแอลเอ็นจีเกิดใหม่มากขึ้นสะท้อนถึงความต้องการที่สูง ทำให้คาดการณ์ว่าปี 2030 อาจมีเหลือบ้าง แต่หลังจากนั้นอาจเกิดการดีมานด์สูงขึ้นจะเกิดการช็อตได้ ทางออกคือการเปิดสัมปทานให้มาก เพื่อให้เกิดแหล่งก๊าซ ทั้งอ่าวไทย อันดามัน อีสาน หรือแหล่งที่อยู่รอบบ้าน ต้องให้มีความต่อเนื่อง”
สำหรับการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 แปลงสำรวจในทะเลอันดามันใต้ โดยเน้นพื้นที่น้ำลึก (ประมาณ 250 เมตรขึ้นไป) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง จำเป็นต้องหาพันธมิตรที่มีศักยภาพ โดยเป็นแปลงที่อยู่ในบริเวณใกล้แถบ เกาะสุมาตรา ที่เคยเจอปริมาณก๊าซธรรมชาติ หากเปิดประมูลต้องมีเงื่อนไขที่จูงใจให้เกิดการลงทุนมากกว่าปกติ”
นายมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่เป็นห่วงคือ แหล่งสัมปทานที่ใกล้หมดอายุ ซึ่งไม่อยากให้เกิดปัญหาซ้ำรอยแหล่งก๊าซเอราวัณที่เกิดช่วงสุญญากาศไป 2 ปี ส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเพราะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทน ดังนั้นการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งจำเป็นโดยต้องเริ่มวางแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรให้มีความต่อเนื่องในการผลิต อย่างกรณีโครงการแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ แปลง S1 ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญในภาคเหนือของไทย มีการพัฒนาต่อเนื่องมานานกว่า 38 ปี มีพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย เป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่สำคัญของประเทศ. โดยกำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2031
ทั้งนี้น้ำมันที่ผลิตได้เป็นที่ต้องการของโรงกลั่นน้ำมัน 4 แห่งในประเทศ คือ บางจาก จีซี ไออาร์พีซี และ ไทยออยล์ เพราะมีสเปคน้ำมันที่ดีไซน์ให้สอดรับกับโรงกลั่นน้ำมันตั้งแต่แรก หากหมดสัมปทานแล้ว ไม่มีน้ำมันส่งให้จะเกิดปัญหาอีกโดย ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 24,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังมีศักยภาพที่สามารถผลิตต่อได่อีก10ปี
นอกจากนี้ยังมีโครงการสินภูฮ่อมเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น ดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท) เพื่อป้อนโรงไฟฟ้าและเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของภาคอีสาน กำลังจะหมดอายุสัมปทานในช่วงปี 2572-2574
อย่างไรก็ตามอยากฝากภาครัฐมีแนวทางที่ทำให้การดำเนินการกับแหล่งปิโตรเลียมให้มีความต่อเนื่องในการผลิต ซึ่งอย่างน้อย 5 ปีก่อนหมดสัมปทานควรจะมีทางออกที่ชัดเจน เพราะในวันข้างหน้าหากกำลังการผลิตในประเทศหายไป ถ้าต้องนำเข้าพลังงานก็จะมีราคาที่สูง