เด็กไทยเกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี ปี 2568 เหลือเพียง 4.16 แสนคน ตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5 สังคมสูงวัยท้าทายอนาคตประเทศ
ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร หลังข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรประจำปี 2568 พบว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่เพียง 416,574 คน ลดลงอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 75 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชาย 215,035 คน และเพศหญิง 201,539 คน โดยตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่า 500,000 คน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนแนวโน้มการเกิดที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
จังหวัดเล็กเกิดน้อยหนัก กรุงเทพฯ ยังครองแชมป์เด็กเกิดมากสุด
เมื่อพิจารณาในเชิงพื้นที่ พบว่า 10 จังหวัดที่มีจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดขนาดเล็กและจังหวัดที่มีประชากรลดลงต่อเนื่อง ได้แก่ สมุทรสงคราม มีเด็กเกิดใหม่เพียง 598 คน ตามด้วย ชัยนาท 986 คน สิงห์บุรี 1,010 คน อ่างทอง 1,148 คน ตราด 1,257 คน ระนอง 1,302 คน พังงา 1,354 คน แพร่ 1,373 คน อุทัยธานี 1,635 คน และอำนาจเจริญ 1,759 คน
ขณะที่จังหวัดที่มีเด็กเกิดใหม่มากที่สุด ยังคงเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและจังหวัดขนาดใหญ่ โดยกรุงเทพมหานครครองอันดับหนึ่งที่ 45,685 คน ตามด้วย ชลบุรี 18,061 คน นครราชสีมา 13,775 คน เชียงใหม่ 12,172 คน ตาก 11,283 คน อุบลราชธานี 10,846 คน สงขลา 10,694 คน สมุทรปราการ 10,309 คน ขอนแก่น 9,499 คน และนราธิวาส 9,376 คน
เกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี ลดลงต่อเนื่องยาวนาน
ข้อมูลย้อนหลังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยเคยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่สูงกว่า 1 ล้านคนต่อปีมาแล้ว โดยในปี 2493 มีเด็กเกิดใหม่ 525,800 คน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปี 2506 เป็นปีแรกที่จำนวนการเกิดเกิน 1 ล้านคน ที่ 1,020,051 คน
ช่วงปี 2506–2526 ถือเป็นยุคที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่มากกว่า 1 ล้านคนติดต่อกัน โดยปี 2514 เป็นปีที่มีการเกิดสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 1,221,228 คน ก่อนที่จำนวนการเกิดจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา และไม่กลับไปแตะระดับ 1 ล้านคนอีกเลย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มการเกิดลดลงชัดเจน จากปี 2558 ที่มีเด็กเกิดใหม่ 736,352 คน ลดลงเหลือ 704,058 คน ในปี 2559 และ 703,003 คน ในปี 2560 ก่อนลดลงต่ำกว่า 6 แสนคนในปี 2563 และต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นครั้งแรกในปี 2567 ที่ 462,240 คน จนมาถึงปี 2568 ซึ่งตัวเลขลดลงอีก เหลือเพียง 416,574 คน
ตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5
นอกจากการเกิดที่ลดลงอย่างหนักแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์ “ตายมากกว่าเกิด” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 559,684 คน แบ่งเป็นเพศชาย 317,868 คน และเพศหญิง 241,816 คน สูงกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
ย้อนดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกที่เกิดสถานการณ์ตายมากกว่าเกิด พบว่า ปี 2564 มีเด็กเกิดใหม่ 544,570 คน เสียชีวิต 563,650 คน ปี 2565 เกิด 502,107 คน เสียชีวิต 595,965 คน ปี 2566 เกิด 517,934 คน เสียชีวิต 565,992 คน และปี 2567 เกิด 462,240 คน เสียชีวิต 571,646 คน สะท้อนการหดตัวของประชากรไทยอย่างต่อเนื่อง
อายุยืนขึ้น แต่สุขภาพดีนานน้อยลง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลด้านสุขภาพชี้ให้เห็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 77.4 ปี แต่อายุขัยสุขภาพ หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี ปลอดโรคเรื้อรังและความพิการ อยู่ที่เพียง 67.3 ปี เท่ากับว่าคนไทยมีช่วงชีวิตที่สุขภาพไม่ดีเฉลี่ยราว 10 ปีในช่วงวัยสูงอายุ
การคาดการณ์ในปี 2593 ระบุว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 81.6 ปี ขณะที่อายุขัยสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็น 69.9 ปี ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างอายุขัยกับอายุขัยสุขภาพขยายเป็น 11.7 ปี สะท้อนว่าคนไทยจะมีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ต้องใช้ชีวิตกับปัญหาสุขภาพเป็นระยะเวลานานขึ้นด้วย
สัญญาณเตือนนโยบายประชากรและสุขภาพ
ตัวเลขการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง และภาวะสังคมสูงวัยที่รุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิติแรงงาน เศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ และระบบสาธารณสุข
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งทบทวนและออกแบบนโยบายประชากรอย่างจริงจัง ทั้งการส่งเสริมการมีบุตร การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก ควบคู่กับการพัฒนาระบบสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อยืดอายุขัยสุขภาพของประชากรสูงวัย หรือ Healthy Aging ให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์เด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในรอบ 75 ปี จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงอนาคตของประเทศไทย ที่ต้องรับมือด้วยนโยบายระยะยาวอย่างรอบด้านและเป็นระบบ