ม.หอการค้าฯชี้ประเทศขาดความเชื่อมั่นสะท้อนจากดัชนีหอการค้าไทยและผู้บริโภคปรับตัวลดลง มีเหตุจากเศรษฐกิจพื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง ห่วงส่งออก มองท่องเที่ยวมีโอกาสช่วยขับเคลื่อนประเทศได้
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง ผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนธันวาคม 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 เป็น 51.9 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน มีสาเหตุจากการยุบสภาและปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้า
ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.5 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนพฤศจิกายน ที่อยู่ในระดับ 46.8 50.9 และ 61.9 ตามลำดับ
การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง
ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรหลังจากมีการเจรจาหยุดยิง
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย อยู่ที่ระดับ 38.8 ลดลง ระดับ 38.9 มาจากปัญหาค่าครองชีพ ทำให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้น้ำท่วมส่งผลต่อภาคบริการและภาคเกษตร ตลอดจนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ยังต้องเฝ้าระวัง และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่อาจทำให้การค้าโลกชะลอตัวและมีผลต่อการส่งออกไทย
“ประเทศไทยขาดความเชื่อมั่น เนื่องจากดัชนีหอการค้า แม้จะทรงตัวแต่ต่ำกว่า 50 สะท้อนภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่น ซึ่งติดลบตั้งแต่เดือนมิ.ย.2568 เว้นแต่การสำรวจในภาคตะวันออกและเหนือ พบว่าการท่องเที่ยวดีขึ้น สะท้อนว่านักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะจีนเริ่มกลับมา ชี้ให้เห็นว่าท่องเที่ยวเป็นปัจจัยบวกที่มีผลต่อเศรษฐกิจในช่วงท้ายปี ดังนั้นกรอบท่องเที่ยวจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาจะต้องมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจ มีการอัดฉีดเงินเข้าระบบ และดูแลเรื่องสินค้าเกษตรให้ดีขึ้น”
อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาแรกของปี ยังมีเม็ดเงินสะพัดจากการเลือกตั้ง 4-6 หมื่นล้านบาท มาช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ ซึ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้ โดยเฉพาะท่องเที่ยว