นายกฯ อนุทิน ดัน 4 กระทรวงหลักบูรณาการเครื่องมือ เดินหน้าลดเผาอ้อย คุม PM 2.5 มอบของขวัญประชาชนอากาศดี ตลอดเทศกาลปีใหม่ ปีใหม่จีน จนถึงปีใหม่ไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) โดย นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมลงนาม.jpg)
นายอนุทิน กล่าวว่า ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568 ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกวดขันเรื่องการเผาพืชผลทางการเกษตร และการลดมลภาวะในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายประการ ทั้งการเข้าสู่ฤดูหนาว สภาพความกดอากาศต่ำ รวมถึงปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ล้วนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางลดปัญหาฝุ่นควัน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะทางเดินหายใจของประชาชน ตนได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมยกระดับมาตรการควบคุมการเผาเศษซากทางการเกษตร ซึ่งผลลัพธ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม โดยสถิติการเผาและปริมาณฝุ่นควันลดลงอย่างชัดเจน
"วันนี้ เราทุกคนมารวมตัวกันเพื่อแสดงให้ทุกภาคส่วนได้ประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายสีเขียวของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความห่วงใยในสุขภาพของพี่น้องประชาชน ซึ่งตนพร้อมด้วยรมว.อุตสาหกรรม มาร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง และขอขอบคุณคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กรุณานำนโยบายของรัฐบาลไปแปรสู่การปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนขอทุกท่านที่มุ่งมั่นตั้งใจทำให้เป็นไปตามสโลแกน รวมพลังคืนอากาศบริสุทธิ์ให้พี่น้องชาวไทย "อากาศดี ตลอดปีใหม่"" นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่เราได้ทำสำเร็จมาแล้ว เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของเรา จากนี้ไปเราจะต้อง "พลัส" และผนึกกำลังทุกหน่วยงานที่มีอยู่เพื่อยกระดับการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคตจะมีการบูรณาการความร่วมมือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้บริหารทั้ง 4 หน่วยงานในวันนี้ ที่ตั้งใจขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างอากาศที่ดี มอบเป็นของขวัญให้ประชาชนตลอดเทศกาลปีใหม่ ปีใหม่จีน จนถึงปีใหม่ไทย
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากรายงานคุณภาพอากาศโลก โดย IQAir ระบุว่าฃค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยรายปีของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 19.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงว่าฝุ่น PM 2.5 ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างกว้างขวางในระยะยาว โดยการเผาอ้อยเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝุ่น PM 2.5 ดังกล่าวที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการลดการเผาอย่างต่อเนื่อง.jpg)
ทั้งนี้หากพิจารณาพัฒนาการของมาตรการลดการเผา สามารถแบ่งได้เป็น 5 ยุค ได้แก่ ยุคที่ 1.0 : ก่อนปีการผลิต 2561/2562 ซึ่งไม่มีมาตรการลดการเผาอย่างชัดเจน พบว่ามีอ้อยเผามากกว่าร้อยละ 60 ยุคที่ 2.0 : ช่วงปีการผลิต 2562/2563 ถึงช่วงปีการผลิต 2565/2566 กำหนดมาตรการลดการเผาโดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด 120 บาท/ตันอ้อย ซึ่งสามารถควบคุมอ้อยเผาได้น้อยกว่าร้อยละ 35
ยุคที่ 3.0 : ช่วงปีการผลิต 2567/2568 กำหนดมาตรการปรับพื้นที่ (60:60), มาตรการช่วยเหลือการตัดอ้อยสด, มาตรการซื้อ-ขายใบอ้อย (51 บาท/ตันใบอ้อย), มาตรการกำกับควบคุมโรงงานน้ำตาล และมาตรการหยุดรับอ้อยช่วงปีใหม่ (7 วัน) ซึ่งสามารถควบคุมการเผาอ้อยไดน้อยกว่าร้อยละ 14.86 เป็นการบูรณาการการดำเนินงานโดยบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมและความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถควบคุมอ้อยเผาได้ลดลงเหลือร้อยละ 14.86 ซึ่งมีอ้อยเผาน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์
ยุคที่ 4.0 : ปีการผลิตปัจจุบัน 2568/2569 กำหนดมาตรการรับอ้อยสดตั้งแต่เปิดหีบ, มาตรการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร (31 บาท/ตันอ้อยสด), มาตรการช่วยเหลือตัดอ้อยสด (69 บาท/ตันอ้อยสด), มาตรการซื้อ-ขายใบอ้อย 51 บาท/ตันใบอ้อย (คิดเป็น 300 บาท/ตันอ้อย), มาตรการจ่ายเงินช่วยเหลืออ้อยสดร้อยละ 100 ที่ไม่มีการเผาอ้อยและแปลงอ้อยตลอดปี (Burn Scar), มาตรการำหนดวันเปิดหีบตามสถิติการรับอ้อยที่ถูกลักลอบเผาของฤดูการผลิตก่อนหน้า (ทำได้ดี) มาตรการกำกับควบคุมโรงงานน้ำตาล และมาตรการหยุดรับอ้อยช่วงปีใหม่ (9 วัน)
สำหรับมาตรการเพิ่มอ้อยตัดสด ลดการเผาฤดูการผลิตปี 2568/2569 ข้อมูลสถานการณ์ผลิตอ้อย ตั้งแต่วันที่ 1 - 24 ธันวาคม 2568 พบว่ามีปริมาณอ้อยสดเข้าหีบสูงถึง 98.21% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าตลอดฤดูการผลิตนี้ให้มีปริมาณอ้อยสดเข้าหีบ 90%
ยุคที่ 5.0 : เป็นการต่อยอดความสำเร็จในฤดูการผลิตปี 2568/2569 นี้ ซึ่งเป็นก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีแนวคิดผลักดันมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือตามประสิทธิภาพ และการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา จากแรงกดอากาศและทิศทางลม เพื่อควบคุมการเผาอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของการควบคุมการเผาในเชิงพื้นที่ และการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเทคโนโลยีดิจิทัล
ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเพิ่มอ้อยตัดสดลดการเผา สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือจากทั้งเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยได้ยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหลักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมจึงร่วมกับ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งเป็นที่มาของลงนามความร่วมมือว่าด้วยการควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในวันนี้ มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยในช่วงฤดูการผลิตปี 2568/2569 ถึงฤดูการผลิตปี 2569/2570 โดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดในระยะยาว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม.jpg)
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มท. มุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในช่วงฤดูการผลิตปี 2568/2569 ถึงปี 2569/2570 ให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกหน่วยงานในสังกัดขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยให้จังหวัดต่าง ๆ ควบคุมการเผาอ้อยอย่างเข้มงวด บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และใช้มาตรการปราบปรามการลักลอบเผาอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ชุมชนและเกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ด้านศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า อว. มีความพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การทำแผนที่พื้นที่ปลูกอ้อย การติดตามสถานการณ์การเผาอ้อยด้วยระบบตรวจจับจุดความร้อน เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการเผาอ้อยแบบเรียลไทม์ที่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ โดยใช้ดาวเทียมความละเอียดสูงและเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อระบุจุดเผาไหม้ วิเคราะห์พื้นที่ที่มีความเสี่ยง และคาดการณ์การแพร่กระจายของฝุ่น PM 2.5 ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อให้หน่วยงานใช้ในการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมการเผา รวมถึงการกำกับดูแลเกษตรกรและโรงงาน และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ดีอีมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลด้านอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างเป็นระบบ จะสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การคาดการณ์แนวโน้มและพฤติกรรมการเผาอ้อย และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลที่บูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตามภายใต้กรอบความร่วมมือแบบบูรณาการครั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะกำกับดูแลเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการลดการเผาอ้อย กระทรวงมหาดไทยจะนำกลไกการบริหารราชการระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ขณะที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลดาวเทียมมาประยุกต์ใช้ในการติดตามสถานการณ์การเผาอ้อย การบริหารจัดการพื้นที่ และการคาดการณ์ผลผลิต เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจเชิงบริหารอย่างเป็นระบบ
ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการข้อมูล วิเคราะห์ คาดการณ์ และสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของทุกฝ่าย พร้อมกำหนดหลักการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการรักษาความลับอย่างชัดเจน เพื่อให้ความร่วมมือเป็นไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม
ดังนั้น บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่สำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและ PM 2.5 ของประเทศ ยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสู่ความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม