“พิพัฒน์” ขอเวลา1 เดือนศึกษาแนวทางลดภาษีน้ำมันเครื่องบินช่วยลดค่าตั๋วเที่ยวละ 100 บาท ขณะที่เลื่อนขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นปี’71 ยึดประโยชน์ประชาชนสูงสุด
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมนโยบายด้านการบินของประเทศว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิจารณานโยบายบริหารจัดการต้นทุนจากค่าธรรมเนียมภาครัฐ เพื่อบรรเทาภาระของสายการบินและลดค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชน พร้อมส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมการบินไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล
ทั้งนี้สมาคมสายการบินประเทศไทยได้มีข้อเสนอสำคัญได้แก่ การชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการบิน ทั้งค่าบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services Charge: ANSC) และค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของสายการบินและผู้โดยสารในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยขอให้เลื่อนการปรับขึ้น ANSC ของท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK) ไปเริ่มในปี 2570 และของท่าอากาศยานหลักในภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ไปเริ่มในปี 2571 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เพิ่มความถี่เที่ยวบิน และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค
นอกจากนี้ด้านนโยบายภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น สมาคมฯ เสนอให้พิจารณาลดอัตราภาษีจาก 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน ส่งผลให้สามารถลดราคาบัตรโดยสารภายในประเทศได้ราว 100 บาทต่อเที่ยว และเพิ่มจำนวนที่นั่งเที่ยวบินภายในประเทศกว่า 3.8 ล้านที่นั่ง ระหว่างวันที่ 15 ม.ค. – 15 พ.ค.2569 โดยคาดว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท สนับสนุนการเดินทางภายในประเทศช่วงต้นปี
ขณะเดียวกันสมาคมฯ ยังเสนอ โครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยมอบบัตรโดยสารภายในประเทศฟรีแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 12 เมษายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 200,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศกว่า 8,500 ล้านบาท
ด้านการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านการบิน สมาคมฯ ได้เสนอให้ทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานเพื่อส่งเสริมการบินภายในประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการนำเข้าอากาศยาน และยกระดับกระบวนการพิจารณาค่าธรรมเนียมการบินให้โปร่งใส โดยนำแนวทางการปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) มาใช้ พร้อมผลักดันการปฏิรูปกฎหมายการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเห็นความสำคัญของข้อเสนอทั้งหมด และพร้อมจะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยจะขอเวลาภายใน 30 วัน เพื่อนำประเด็นต่าง ๆ มาศึกษาและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงคมนาคม ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการในแต่ละข้อเสนอ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก เพื่อให้การดำเนินนโยบายทุกด้านเกิดผลจริงและสร้างความมั่นคงต่อระบบขนส่งทางอากาศของไทย
อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินไทยให้มีศักยภาพ แข็งแกร่ง และแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน