หนังสือบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างภาพ'ฮุน เซน'เป็นผู้พิทักษ์สันติภาพแต่ปิดบังการกุมอำนาจของตระกูลฮุน

หนังสือบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างภาพ'ฮุน เซน'เป็นผู้พิทักษ์สันติภาพแต่ปิดบังการกุมอำนาจของตระกูลฮุน

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2026 สำนักเลขาธิการวุฒิสภากัมพูชาได้จัดพิธีเปิดตัวหนังสือประวัติศาสตร์เรื่อง "ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยม: กระดูกสันหลังแห่งสันติภาพของกัมพูชา" «យុទ្ធសាស្ត្រត្រីកោណ៖ ឆ្អឹងខ្នងសន្តិភាពកម្ពុជា» ซึ่งเรียบเรียงโดย เอียง พิสี (អៀង ពិសី) รองผู้อำนวยการสำนักงานสมเด็จเตโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา โดยมี ฑี ปัญญา (ឌី បញ្ញា) รองเลขาธิการวุฒิสภา, เจีย ธีริทธิ (ជា ធីរិទ្ធ) โฆษกวุฒิสภา และ แกว สุมาลี (កែវ សុម៉ាលី) รองผู้อำนวยการสำนักงานสมเด็จเตโช ประธานวุฒิสภา เป็นผู้นำและประสานงานในการจัดทำ 

คณะผู้จัดทำทั้งสี่ท่านได้แสดงความขอบพระคุณอย่างสูงต่อสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเตโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ที่ได้มอบโอกาส เอกสารสำคัญ และคำแนะนำอันทรงคุณค่าสำหรับการศึกษาวิจัยและรวบรวมผลงานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้ ในพิธีได้มีการอธิบายรายละเอียดเนื้อหาของหนังสือ โดยระบุว่าหนังสือ "ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยม: กระดูกสันหลังแห่งสันติภาพของกัมพูชา" เริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยและเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2019 และเสร็จสมบูรณ์พร้อมตีพิมพ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 หนังสือมีความหนา 1,111 หน้า (แบ่งเป็น 4 ส่วน และภาคผนวก 4 ฉบับ) โดยใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยโดยตรงตามแนวชายแดนและอดีตสมรภูมิสำคัญต่างๆ รวมถึงใช้เวลาอีกกว่า 1 ปีในการเรียบเรียงจนกระทั่งได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ

จากข้อมูลของกรมข้อมูลข่าวสาร (នាយកដ្ឋានព័ត៌មាន) ของกัมพูชาระบุว่า "ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยม" «យុទ្ធសាស្ត្រត្រីកោណ» ถือเป็นนโยบายหลักและชุดโปรแกรมทางการเมืองของรัฐบาลชุดที่ 2 (ค.ศ. 1998–2003) ซึ่งริเริ่มโดยสมเด็จเตโช ฮุน เซน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1998 เพื่อกอบกู้ชาติจากสงครามกลางเมือง และทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพ การฟื้นฟูเกียรติภูมิของชาติบนเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กลยุทธ์นี้ประกอบด้วยแนวทางหลักที่เชื่อมโยงกัน 3 ประการ ได้แก่ 

ประการที่ 1 การสร้างความสงบเรียบร้อยภายในกัมพูชาด้วยการเสริมสร้างสันติภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชาต้องกลับเข้าสู่ภาวะสงครามอีกครั้ง 

ประการที่ 2 การบูรณาการเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศโดยเร็ว และ

ประการที่ 3 การเสริมความเข้มแข็งภายในประเทศพร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนอดีตสมรภูมิให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาและตลาดการค้า รวมถึงเปลี่ยนพื้นที่บริเวณชายแดนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา

กรมข้อมูลข่าวสารของกัมพูชายังชี้ว่า กลยุทธ์นี้เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” «ឆ្អឹងខ្នង» ที่ช่วยธำรงและเสริมสร้างสันติภาพที่หยั่งรากลึก นำไปสู่การรวมชาติ ความมั่นคงทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน (ในปี ค.ศ. 1999) อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่การดำเนินงานตาม “ยุทธศาสตร์สี่เหลี่ยม”  «យុទ្ធសាស្ត្រចតុកោណ» และ “ยุทธศาสตร์ห้าเหลี่ยม” «យុទ្ធសាស្ត្របញ្ចកោណ»  ในปัจจุบัน ผลงานชิ้นนี้จะเป็นแหล่งอ้างอิงอันทรงคุณค่าสำหรับนักวิจัย และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ในการร่วมมือกันรักษาและปกป้องสันติภาพให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์การเมืองกัมพูชาชี้ว่า หนังสือส่วนใหญ่ที่เขียนเกี่ยวกับฮุน เซน นั้นเป็นการบิดเบือนความจริง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องอำนาจของตระกูลฮุนนั่นเอง

ในขณะที่ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นในเพจของสำนักข่าว TFA ภาคภาษาเขมร ซึ่งเป็นสำนักข่าวเชิงวิพากษ์รัฐบาลตระกูลฮุน โดยบางส่วนแสดงความเห็นดังนี้ ว่า "ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กำลังบิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์ อันที่จริงแล้ว ฮุน เซน เป็นลูกของญวน" ซึ่งญวนในที่นี้หมายถึงเวียดนาม อันเป็นข้อกล่าวหาว่าฮุน เซนรับใช้วาระของเวียดนามและติดหนี้บุญคุณของเวียดนาม ทำให้ฝ่ายค้านกัมพูชากล่าวหาว่าฮุน เซนยอมยกติดแดนของกัมพูชาให้เวียดนาม

อีกความเห็นกล่าวว่า "เรียกว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์โกหก" 

อีกความเห็นกล่าวว่า "โดยปกติแล้ว ยิ่งถูกยกขึ้นสูงเท่าไร เวลาตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บหนักเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือ ในขณะที่บรรดาลูกหลานและญาติพี่น้องของฮุน เซน ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำไปแล้ว ตัวฮุน เซน เองกลับยังคงลอยนวลแสดงความยโสโอหังอยู่ได้" 

และอีกหนึ่งความเห็นกล่าวว่า "ผู้ที่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างบิดเบือนคือคนทรยศอย่างแท้จริง การทรยศต่อประวัติศาสตร์ถือเป็นจุดสูงสุดของการทรยศทั้งปวง"

อย่างไรก็ตาม ในเพจของสำนักข่าว TFA ภาคภาษาเขมรมีการฟลัดข้อความของชาวเขมรบางกลุ่มที่มีเนื้อหาเหมือนกันทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาเขมร จนทำให้น่าสงสัยว่าเป็นการดำเนินการของ IO หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่พยายามสร้างภาพที่ดีให้กับฮุน เซน โดยข้อความเหล่านั้นเขียนไว้ว่า "การรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติและผลงานของเตโช ฮุน เซน ถือเป็นการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ของชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะเยาวชน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเส้นทางชีวิต การต่อสู้ ความอุตสาหะ และความทุ่มเทของท่านในการรับใช้ประเทศชาติ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สมเด็จฯ ได้มีบทบาทในการนำประเทศ รวมถึงกระบวนการสร้างสันติภาพ การฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม การกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์กัมพูชายุดใหม่" และ "การบันทึกเหตุการณ์ กิจกรรม และความสำเร็จต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอ้างอิงในการศึกษาค้นคว้า และช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจวิวัฒนาการของประเทศได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินหนังสือประเภทนี้ว่าเป็นการโอ้อวดหรือเป็นเรื่องของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ควรตรวจสอบเนื้อหา แหล่งที่มาของเอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ เสียก่อน การเขียนประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความโปร่งใส และการนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุม เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเรียนรู้และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของชาติ"

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการฟลัดข้อความเพื่อจะช่วยเหลือฮุน เซน แต่เสียงต่อต้านของคนเขมรก็ยังรุนแรงมากกว่า อย่างที่หนึ่งในคนเเหล่านั้นโจมตีว่า "แค่เห็นปกหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่อยากอ่านแล้ว" และ "ผู้นำที่แท้จริงจะไม่สร้างชื่อเสียงให้ตนเองด้วยการนำชื่อไปติดไว้ตามอาคารต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงประชาชน"

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - จากข้อมูลของกรมข้อมูลข่าวสาร (នាយកដ្ឋានព័ត៌មាន) ของกัมพูชา

TAGS: #ฮุนเซน #กัมพูชา