"โลกเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความโกลาหล แผ่นดินจีนเบื้องหลังนั้นมั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน"

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ในโซเชียลมีเดียของจีนมีเทรนดิ้งเรื่องหนึ่งคือคำกล่าวของ 'หวังอี้' สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งแถลงต่อสื่อมวลชนในระหว่างการประชุมสองสภา (คือการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติและคณะกรรมการแห่งชาติของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน) "เกี่ยวกับมาตรการของกระทรวงการต่างประเทศในการดำเนินงานทางการทูตเพื่อประชาชน"

'การทูตเพื่อประชาชน' ที่ว่านี้ก็คือการให้ความอุ่นใจที่เป็นนามธรรมและความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนจีนตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันตออกกลาง ซึ่ง หวังอี้ กล่าวยืนยันว่า "ขณะนี้ สถานทูตและสถานกงสุลของเราในอิหร่านและกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียกำลังทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้แน่ใจว่าพลเมืองจีนได้รับการอพยพและปลอดภัย อาจกล่าวได้ว่าไม่ว่าธงแดงห้าดาวจะโบกสะบัดอยู่ที่ใด ที่นั่นก็มีนักการทูตจีนคอยดูแลเราอยู่ ไม่ว่าความคาดหวังและความต้องการของเพื่อนร่วมชาติชาวจีนจะอยู่ที่ใด เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความห่วงใยของพรรคและรัฐบาล"

ในระหว่างการแถลงข่าว หวังอี้ ยังกล่าวด้วยว่า “ผมอยากจะบอกเพื่อนร่วมชาติของเราในต่างแดนว่า ในขณะที่โลกเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความโกลาหล มาตุภูมิเบื้องหลังนั้นมั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน (面前的世界乱象丛生,身后的祖国稳如泰山) เราจะยังคงยึดมั่นในหลักการที่ว่าประชาชนต้องมาก่อน พัฒนาขีดความสามารถด้านความมั่นคงในต่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น และสร้างระบบป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับโลก”

ในคำกล่าวนี้ของหวังอี้ สิ่งที่ทำให้ชาวจีนรู้สึกชอบอกชอบใจคือการที่เขายกโวหารโบราณที่ว่า "มั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน" (稳如泰山) ขึ้นมาอ้าง ซึ่งแสดงถึงความรอบรู้ทางประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ และยังเป็นการใช้สำนวนที่กระชับรัดกุมเพื่อสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลจีนที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข ปราศจากความโกลาหล 

"มั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน" เป็นประโยคหนึ่งจาก "ฎีกากราบทูลเสนอแนะกษัตริย์อู๋" 《上书谏吴王》ซึ่งเขียนโดย เหมยเฉิง (枚乘) บัณฑิตผู้เป็นบริวารของกษัตริย์อู๋ หรือ หลิวปี้ (刘濞) ผู้ปกครองแคว้นอู๋ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ในเวลานั้น หลิวปี้คิดที่จะร่วมมือกับสามนตราช (กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้น) อีก 6 แคว้นก่อกบฏต่อราชวงศ์ฮั่นในเหตุการณ์ที่เรียกว่า การขบถของเจ็ดแคว้น (七国之乱) หรือความโกลาหล (乱) ที่เกิดจากการกระด้างกระเดื่องของเจ็ดแคว้น เนื่องจากไม่พอใจที่รัฐบาลกลางของราชวงศ์ฮั่นมีมาตรการลดทอนอำนาจของแคว้นต่างๆ 

หลิวปี้ เป็นหนึ่งในเจ้าแคว้นที่ทรงอิทธิพลมากเพราะสามารถทำเหมืองและผลิตเหรียญกษาปณ์ของตนเองจนบั่นทอนพลังทางเศรษฐกิจของส่วนกลาง นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ส่วนกลางในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้จึงต้องริดรอนอำนาจของส่วนท้องถิ่นที่ปกครองโดยสามนตราชเหล่านี้ และทำให้หลิวปี้และสามนตราชอื่นๆ ไม่พอใจจนก่อกบฎขึ้นมา

ก่อนที่จะก่อกบฏ เหมยเฉิงผู้เป็นบริวารได้ถวายฎีกาแก่หลิวปี้โดยเตือนไม่ให้ก่อการ โดยใจความตอนหนึ่งของฏีกากล่าวว่า "ลองนึกภาพน้ำหนักพันจวินที่ผูกติดกับเชือกป่านเส้นเดียว แขวนอยู่สูงเหนือเหวที่ลึกสุดหยั่ง แม้แต่คนโง่ที่สุดก็ยังกลัวว่าเชือกจะขาด การทำให้ม้าตกใจด้วยการตีกลอง การเพิ่มน้ำหนักให้กับเชือกที่กำลังจะขาด เชือกที่โยงไว้สูงยิ่งแล้วขาดสะบั้นไม่อาจต่อกลับได้ วัตถุหนักที่ตกลงไปในเหวลึกไม่อาจกู้ขึ้นมาได้ ความแตกต่างระหว่างการรอดพ้นและการไม่รอดพ้นนั้นเล็กน้อยมากจนไม่สามารถวางเส้นผมลงไปคั่นกลางได้เลย"

"หากเชื่อฟังคำแนะนำของขุนนางผู้ภักดี การกระทำทุกอย่างจะปลอดภัยจากภัยพิบัติ แต่หากยืนกรานทำตามความปรารถนาของตนเอง อันตรายปานประหนึ่งกองไข่ ยากกว่าการปีนขึ้นฟ้า การเปลี่ยนใจในสิ่งที่ต้องการจะทำง่ายกว่าการพลิกมือ แน่นอนมั่นคงเยี่ยงภูเขาไท่ซาน บัดนี้การได้มีชีวิตยืนยาวตามที่สวรรค์ประทานให้ การได้ดื่มด่ำกับความสุขไม่รู้จบ และการรักษาเกียรติยศของกษัตริย์หรือขุนนาง ง่ายดายเยี่ยงการพลิกมือและมั่นคงสูงส่งดุจภูเขาไท่ซาน แต่กลับปรารถนาจะเสี่ยงอันตรายดั่งกองไข่ ยอมลำบากเพื่อไต่ขึ้นฟ้า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ข้าน้อยผู้โง่เขลาต้องงงงวยอย่างยิ่ง"

เหมยเฉิงบอกกับหลิวปี้ว่า เสถียรภาพของบ้านเมืองตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว ใยจะต้องก่อความโกลาหล  หรือการขบถ (乱) ด้วย แทนที่จะเลือกสิ่งที่ง่ายดายแน่นอนดุจภูเขาไท่ซานที่ตั้งตระหง่านมั่นคง กลับเลือกหนทางอันสุ่มเสี่ยงประหนึ่งกองไข่ที่กองพูนไว้ (危如累卵) ซึ่งพร้อมที่จะล้มลงแตกเป็นเสี่ยงอย่างง่ายดาย

ปรากฏว่าหลิวปี้เลือกทางที่ทำได้ยากแต่ล้มเหลวได้ง่าย คือการกบฎมันซะเลย ผลก็คือบ้านเมืองเกิดทุกข์เข็ญไปทั่ว แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ปราบพวกสามนตราชทั้งเจ็ดลงได้ หลิวปี้ต้องหนีกระเซอะกระเซิงแล้วก็ถูกฆ่าตายในที่สุด

การที่หวังอี้อ้างคำกล่าว "มั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน" ไม่ใช่เพื่อจะเตือนใครว่าอย่าทำตัวเหมือนหลิวปี้ แต่ประโยคว่า "มั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน" ในภายหลังเป็นไวพจน์กับคำว่า "เสถียรภาพของบ้านเมือง" และตรงกันข้ามกับความโกลาหล (乱) อันเกิดจากการชิงอำนาจกัน

ตอนนี้ 'ล่วน' (乱) หรือความโกลาหลเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เหตุเพราะทรัมป์เลือกเส้นทางที่สำเร็จยาก แต่ฉิบหายได้ง่าย

ผมย้ำคำว่า 'ล่วน' (乱) หรือความโกลาหลอยู่บ่อยๆ เพราะคำนี้เป็นคีย์เวิร์ดที่จะช่วยให้เข้าใจมโนทัศน์ทางการเมืองของคนจีนได้ง่าย 

ศาสตราจารย์จางเหวยเว่ย (张维为) ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น เป็นผู้ที่ย้ำเสมอว่าชาวจีนเกรงกลัว 'ล่วน' หรือความโกลาหล เขากล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า 

"พวกเขาเสนอว่า ใช่ มีค่านิยมบางอย่างที่ผู้คนในทุกชาติทุกชาติมีร่วมกัน แต่เนื่องจากประเพณีทางการเมืองและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ค่านิยมเหล่านี้จึงได้รับความสำคัญที่แตกต่างกัน ในสหรัฐอเมริกาคือเสรีภาพในการพูด ในเอเชียตะวันออก—แทบไม่มีข้อยกเว้น—คือความสงบเรียบร้อยของสังคม และเหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะคุณมีประชากรจำนวนมากและมีทรัพยากรต่อหัวค่อนข้างน้อย ดังนั้นหากไม่มีความสงบเรียบร้อยทางสังคม ก็จะเกิดความวุ่นวาย หากคุณถามชาวจีนว่าคุณกลัวอะไรมากที่สุด เขาจะบอกคุณว่า “ความโกลาหล” ดังนั้นนี่คือความแตกต่างที่สำคัญ" (กล่าวที่เบอร์ลิน ปี 2017 เรื่อง The China Wave: The Rise of A Civilizational State)

จางเหวยเว่ยไม่ได้พูดเรื่องความโกลาหลแค่วาระนี้ครั้งเดียว แต่พูดหลายวาระ แม้ว่าจะเป็นทัศนะส่วนตัวของเขา แต่ผมเห็นด้วยว่าคนจีนไม่ชอบความโกลาหลและชอบอะไรที่มีเสถียรภาพ "ดั่งภูเขาไท่ซาน" 

แต่ไม่ใช่แค่คนจีนที่เกลียดความโกลาหลและชอบเสถียรภาพ ผมเชื่อว่านี่เป็นความปรารถนาของมนุษยชาติทั้งมวล เพียงแต่คนจีนเป็น "รัฐอารยธรรม" (Civilization state) ที่สั่งสมวัฒนธรรม ค่านิยม และผ่านประวัติศาสตร์มานานหลายพันปี ได้ลิ้มชาติของโกลาหล/การชิงอำนาจ/กบฎมานับครั้งไม่ถ้วน จึงมีใจใฝ่หาสันติภาพและปรารถนาการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ 

ในขณะที่สังคมตะวันตกไม่ต้องการรัฐที่เข้มแข็งและชอบเผชิญกับความโกลาหลของลัทธิปัจเจกชนนิยม นี่คือค่านิยมที่ต่างกันของจีนและตะวันตก แต่กระนั้น ผมก็เชื่อว่าคนตะวันตกเองก็เริ่มระอากับความโกลาหลของเสรีนิยมและปัจเจกชนนิยมกันบ้างแล้ว

หลายคนเริ่มมองจีนด้วยทัศนะใหม่ในฐานะประเทศที่ควรเอาเยี่ยงเอาอย่าง

บทบรรณาธิการของ Global Times สื่อของจีนตั้งข้อสังเกตว่ากระแส "chinamaxxing ที่มีการถกเถียงกันอย่างร้อนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อแบบจำลองการพัฒนาและวิถีชีวิตของจีน การเปลี่ยนแปลงจาก "ผู้เลียนแบบ" ไปสู่ ​​"ผู้ถูกเลียนแบบ" นี้ เป็นรากฐานที่มั่นคงทางสังคมและความคิดเห็นสาธารณะที่ทำให้การทูตของจีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น" 

และ

"เป็นที่แน่ชัดว่า "ช่วงเวลาแห่งจีน" ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเหล่านี้ ทำให้โลกตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า ในขณะที่มหาอำนาจบางประเทศตกอยู่ในวงจรเลวร้ายของการขาดระเบียบในเชิงนโยบายและการถอนตัวจากข้อตกลงต่างๆ การทูตของจีนยังคงรักษาหลักการและความต่อเนื่องในระดับสูง ยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางแห่งความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ และกลายเป็นเสาหลักท่ามกลางกระแสความปั่นป่วนระดับโลก (全球乱)"

ทัศนะของ Global Times ตอกย้ำว่าตอนนี้มหาอำนาจอยู่ในภาวะ 'ล่วน' (乱) ส่วนจีนนั้นเป็นเสาหลักท่ามกลางกระแส (中流砥柱)  

ยิ่งในเวลานี้ ตั้งแต่แต่ตะวันออกกลางไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับความโกลาหลเพราะสงคราม ยิ่งทำให้คนจีนตระหนักว่าเสถียรภาพนั้นมีค่าเพียงใด 

หวังอี้จึงกล่าวว่า "โลกเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความโกลาหล มาตุภูมิเบื้องหลังนั้นมั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน" (面前的世界乱象丛生,身后的祖国稳如泰山)

ตามหลักจักรวาลวิทยาของจีนโบราณ ภูเขาไท่ซานคือบ่อเกิดแห่งความเจริญรุ่งเรือง เพราะตั้งอยู่เบื้องทิศตะวันออก เป็นทิศแห่งตะวันฉายและฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้น ในยุคศักดินาผู้ปกครองแผ่นดินจีนจึงไปสังเวยสวรรค์ที่ภูเขาไท่ซานไม่ขาดสาย

ในบรรดาภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าของจีน (五岳) แม้ไท่ซานจะไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางแผ่นดิน แต่กลับถือเป็นที่หนึ่งของภูเขาทั้งปวง เพราะ "ใกล้สวรรค์" และเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง

ที่สำคัญ "ไท่ซาน" เป็นไวพจน์กับคำว่า "มั่นคง"

ผู้ปกครองจีนปรารถนาจะให้แผ่นดินมั่นคงและมั่นคงก็ต้องไปไหว้พลีที่ไท่ซาน นี่ยังเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความชอบธรรมในการปกครองแผ่นดินและบอกกับประชาชนว่าแผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุข

โลกในทัศนะจีนโบราณมีศูนย์กลางที่ 'จงกั๋ว' (中国) หรือแผ่นดินกลาง

แม้ทัศนะนี้จะเป็นเรื่องคร่ำครึไปแล้วเพราะ 'จงกั๋ว' ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกตามคติโบราณ กระนั้น 'จงกั๋ว' ก็ยังเป็นแกนหลักของโลกในหลายๆ มิติ

วันไหน'จงกั๋ว' เกิด 'ล่วน' ขึ้นมา ส่วนที่เหลือของโลกก็เตรียมขวัญเสียกันได้เลย

กระนั้นก็ตาม ผมเชื่อว่ารัฐบาลจีนมีความตั้งใจที่จะควบคุม 'ล่วน' และสร้างเสถียรภาพ 'ดุจภูเขาไท่ซาน' อยู่แล้ว ส่วนประชาชนก็รังเกียจ 'ล่วน' และใฝ่หาสันติภาพเป็นทุนเดิม

จะมีก็แต่มหาอำนาจภายนอกเท่านั้นที่รัก 'ล่วน' และอยากจะเห็นจีนตกอยู่ในภาวะ 'แตกเป็นเสี่ยง' 

ป.ล.
"เสาหลักท่ามกลางกระแส" (中流砥柱) ที่จีนเป็นอยู่นั้น เป็นวลีโบราณเหมือนคำว่า "มั่นคงดุจภูเขาไท่ซาน"

"เสาหลักท่ามกลางกระแส" ที่จริงไม่ใช่สำนวนโวหารมาแต่แรก แต่เป็นเสาหลักที่มีตัวจริง คือหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งกลางแม่น้ำในบริเวณตอนล่างของแม่น้ำเหลืองในเขตซานเหมินเสียของมณฑลเหอหนาน หินก้อนนี้ตั้งตระหง่านอยู่เป็นพันๆ ปีแม้จะเผชิญกับกระแสน้ำที่รุนแรง กล่าวกันว่าเป็นเสาหินที่พระเจ้าอวี่หรือต้าอวี่ (大禹) กษัตริย์ยุคโบราณทรงทิ้งไว้หลังจากที่พระองค์สามารถควบคุมอุทกภัยได้ 

ในเวลาต่อมา "เสาหลักท่ามกลางกระแส" กลายเป็นอุปมาของความมั่นคงท่ามกลางความโกลาหล ถูกใช้เป็นภาพพจน์ของวีรบุรุษที่คนในโลกปรารถนาจะให้มาช่วยยุติความอลหม่าน 

โจวเอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มผู้เปี่ยมอุดมการณ์และประเทศตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายหลังการปฏิวัติซินไฮ่และการกดขี่ของต่างชาติได้เคยรำพึงไว้ในบทความ "ว่าด้วยความยากลำบากในการยังความแข็งแกร่งให้ประเทศ" 《或多难以固邦国论》 เมื่อปี ค.ศ. 1915 ว่า "บนแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ไพศาล เสาหลักท่ามกระแสผันผวนนั้นคือผู้ใดหนอ?" (茫茫华夏,中流之砥柱伊谁?)

ทุกวันนี้คงไม่มีคนจีนคนไหนตั้งคำถามแบบนี้แล้ว 

คงมีแต่ชาวโลกนอกจีนเท่านั้นที่ได้แต่รำพึงว่าเมื่อไรหนอที่โลกของเราจะมีเสาหลักที่พึ่งพาได้เสียที? 

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

Photo - หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่งเป็นสมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เข้าร่วมการแถลงข่าวเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศ ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีนสมัยที่ 14 ครั้งที่ 4 ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 (ภาพโดย Iori Sagisawa / POOL / AFP)

TAGS: #จีน #หวังอี้