ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาโพสต์คำประกาศในเฟซบุ๊คของเข่ว่า กัมพูชาได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งคณะมนตรีสันติภาพ (คณะกรรมการสันติภาพ) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569
"การเข้าร่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเต็มใจของกัมพูชาที่จะสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการรักษาสันติภาพระดับโลก ความมุ่งมั่น ความรักในสันติภาพ การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการสร้างและรักษาสันติภาพ เป็นหลักการที่กัมพูชายึดมั่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพภายใต้การดูแลของสหประชาชาติไปปฏิบัติภารกิจในประเทศที่ประสบสงคราม" ฮุน มาเต กล่าว
เขายังกล่าวว่า "เนื่องจากประชาชนบางส่วนยังไม่เข้าใจถึงภาระผูกพันทางการเงินของกัมพูชาในการเข้าร่วมครั้งนี้ ผมจึงขอชี้แจงว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งคณะมนตรีสันติภาพเป็นเวลา 3 ปี ไม่ต้องใช้งบประมาณ สำหรับงบประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น มีไว้สำหรับกรณีการเป็นสมาชิกระยะยาว (ถาวร) เท่านั้น"
ทั้งนี้ Board of Peace เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการรักษาสันติภาพ ทั้งนี้ จุดประสงค์เดิมของคณะกรรมการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือในการฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม โดยผ่านคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารกาซา และอนุญาตให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพชั่วคราว นักวิจารณ์โต้แย้งว่าสถาบันนี้แทบไม่มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่คาดหวังไว้ภายใต้มติที่ 2803 ที่ผ่านโดยสหประชาชาติ นั่นหมายความทรัมป์รื้อเป้าหมายของ Board of Peace ใหม่เพื่อสนองความต้องการของเขาเอง
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์กล่าวว่าทรัมป์กำลังพยายามชี้นำให้ Board of Peace เป็นทางเลือกอื่นแทนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยที่เขามีอำนาจยับยั้งแต่เพียงผู้เดียว ฮิวจ์ โลวัตต์ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป เรียกองค์กรนี้ว่า "โครงการจากบนลงล่างเพื่อยืนยันการควบคุมกิจการระดับโลกของทรัมป์" ขณะที่ฝรั่งเศสแสดงความกังวลว่าองค์กรนี้พยายามแย่งชิงบทบาทของสหประชาชาติ (UN) ทรัมป์กล่าวว่า Board of Peace "อาจ" เข้ามาแทนที่ UN และฝรั่งเศสประกาศปกป้องศักดิ์ศรีของ UN
นอกจากนี้ คณะกรรมการดังกล่าวไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้นำโลกส่วนใหญ่ได้ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตกหลายประเทศ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และนอร์เวย์ มีรายงานว่าเอกอัครราชทูตของสหภาพยุโรปบางคนแสดง "ข้อสงสัยอย่างร้ายแรง" และกล่าวว่าจะตรวจสอบกรอบกฎหมายก่อนที่จะแสดงจุดยืน
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - Hun Manet/Facebook