ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 การประท้วงครั้งใหญ่ได้ปะทุขึ้นทั่วอิหร่านท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นและความไม่พอใจโดยทั่วไปต่อรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งพัฒนาไปสู่การลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การประท้วงในปี 2022 และอาจเป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มระบอบราชาธิปไตย หรือ "ระบอบพระเจ้าชาห์" และแทนที่ด้วยระบอบสาธารณรัฐอิสลาม
แม้ว่าการประท้วงส่วนใหญ่จะไม่มีผู้นำ แต่ก็ทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 8 มกราคม หลังจากการเรียกร้องของเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านให้มีการลุกฮือ และผู้ประท้วงจำนวนมากเรียกร้องให้ปาห์ลาวีกลับมายังอิหร่าน ซึ่งพระองค์ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติและการลงประชามติเพื่อตัดสินระบบการเมืองในอนาคตของอิหร่าน
คำขวัญในการประท้วงได้เปลี่ยนไปในเชิงอุดมการณ์เมื่อเทียบกับการประท้วงในปี 2022 เมื่อเปรียบเทียบกับการประท้วงครั้งก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยเด็กหญิงและสตรี ตอนนี้ชายหนุ่มมีบทบาทมากขึ้นในการประท้วงรอบหลังๆ ซึ่งแสดงถึงพลังที่กว้างขวางมากขึ้น นอกจากนี้ คำขวัญใหม่บางส่วนสะท้อนถึงความรู้สึกนิยมระบอบกษัตริย์มากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนมิถุนายน 2025 ระหว่างสงครามอิหร่าน-อิสราเอล เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารผู้ลี้ภัย ได้เพิ่มความพยายามทางการเมืองและเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศช่วยเหลือประชาชนอิหร่านในการขับไล่เผด็จการทางศาสนาของอาลี คาเมเนอี โดยเสนอตัวเป็นผู้นำชั่วคราวเพื่อเข้าบริหารประเทศ
เรซา ปาห์ลาวี เป็นพระโอรสของของอดีตชาห์แห่งอิหร่านองค์สุดท้าย โดยขณะนี้พระองค์พำนักอยู่ในสหรัฐฯ ล่าสุด ทรงเรียกร้องให้ชาวอิหร่านออกมาประท้วงอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น เพื่อยึดและรักษาศูนย์กลางเมืองต่างๆ ไว้ โดยก่อนหน้านี้ ปาห์ลาวียังเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สนับสนุนผู้ประท้วงชาวอิหร่านด้วย
ผู้ประท้วงหลายพันคนก็รวมตัวกันในกรุงเตหะรานและทั่วประเทศอิหร่านในคืนวันที่ 9-10 มกราคม โดยตะโกนว่า "ความตายแด่คาเมเนอี" (ผู้นำรัฐอิสลามอิหราาน) และ "พระเจ้าชาห์ทรงพระเจริญ" เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เรซา ปาห์ลาวีเรียกร้องให้ผู้ประท้วงยึดครองใจกลางเมืองและชักธง "สิงโตและดวงอาทิตย์" ซึ่งเป็นธงก่อนยุคระบอบการปกครองสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมกับสัญญาว่าพระองค์จะกลับมาอิหร่านในเร็วๆ นี้
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การออกมาเดินขบวนบนท้องถนนอีกต่อไปแล้ว เป้าหมายคือการเตรียมพร้อมที่จะยึดและรักษาศูนย์กลางเมืองต่างๆ ไว้” เรซา ปาห์ลาวี ตรัสในข้อความวิดีโอที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 10 มกราคม โดยเรียกร้องให้มีการประท้วงมากขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเสริมว่าพระองค์กำลัง “เตรียมตัวกลับสู่มาตุภูมิ” ในวันที่พระองค์เชื่อว่า “ใกล้เข้ามาแล้ว”
ในเวลานี้ ผู้ประท้วงร้องตะโกนคำขวัญว่า "เรซา ชาห์ ขอให้ดวงวิญญาณของพระองค์ได้รับพร" เป็น สโลแกนที่เชิดชูเรซา ชาห์ ปาห์ลาวี ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี บ้างก็ร้องตะโกนว่า “นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ปาห์ลาวีจะกลับมา” และ "พระเจ้าชาห์กำลังเสด็จกลับบ้าน ซาฮักถูกโค่นล้มแล้ว" ซึ่งซาฮักเป็นเผด็จการในตำนานเปอร์เซียหรืออิหร่าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์อ้างถึงรัฐบาลปัจจุบันและการกลับมาของ ชาห์
นี่ความนิยมที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในตัวมกุฏราชกุมารแห่งอิหร่านผู้ที่ควรจะได้เป็นพระเจ้าชาห์พระองค์ต่อมา หากไม่มีการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979
สายสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เคยสนับสนุนระบอบพระเจ้าชาห์ในฐานะที่เป็นพันธมิตรและสหรัฐฯ เคยช่วยโค่นล้มรัฐบาลมุฮัมหมัด มูซัดเดกของอิหร่าน ซึ่งทำการยึดกิจการน้ำมันเป็นของรัฐ ทำให้ชาติตะวันตกเสียผลประโยชน์ จึงทำการโค่นล้มเขาและตั้งระบอบพระเจ้าชาห์ขึ้นมาปกครองประเทศแบบรวบอำนาจ ซึ่งเป็นระบอบที่เอียงตะวันตกและเอื้อผลประโยชน์ให้บริษัทน้ำมันตะวันตก แต่ทว่า ระบอบพระเจ้าชาห์มีความฉ้อฉลอย่างหนัก ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านและฝ่ายนิยมศาสนาเป็นแกนนำในการโค่นล้มระบอบชาห์ จนพระเจ้าชาห์เรปาห์ลาวีต้องทรงลี้ภัยไปอยู่ที่สหรัฐฯ พร้อมครอบครัว รวมถึงมกุฏราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี
ในปี 2006 The New Yorker ระบุว่าว่า " ปาห์ลาวี ได้รับเงินทุนจาก CIA เป็นเวลาหลายปีในช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่เงินทุนนั้นสิ้นสุดลงหลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวอิหร่าน-คอนทรา" (เรื่องอื้อฉาวทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธให้กับอิหร่านระหว่างปี 1981 ถึง 1986 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของโรนัลด์ เรแกน เป็นผู้ดำเนินการ) แอนดรูว์ ฟรีดแมน (Andrew Friedman) นักวิชาการจาก Haverford College ระบุว่า ปาห์ลาวี เริ่มให้ความร่วมมือกับ CIA หลังจากที่พระองค์ได้พบกับผู้อำนวยการ CIA ในขณะนั้น คือ วิลเลียม เจ. เคซีย์ และได้รับเงินรายเดือน โดยอ้างอิงจากที่ปรึกษาทางการเงินของมกุฏราชกุมารปาห์ลาวี และผู้สังเกตการณ์คนอื่นๆ นอกจากนี้ ฟรีดแมน ยังชี้ว่าที่ประทับของมกุฏราชกุมารปาห์ลาวีในเมืองเกรท ฟอลส์ รัฐเวอร์จิเนีย ยังอยู่ใกล้เคียงกับ George Bush Center for Intelligence ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของหน่วยงาน CIA อีกด้วย
ในปี 2009 มกุฏราชกุมารเรซา ปาห์ลาวีปฏิเสธการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือต่างประเทศในการให้สัมภาษณ์กับ The New Yorker เจ้าชายปาห์ลาตรัสว่า "ไม่ ไม่ ผมไม่พึ่งพาแหล่ง (สนับสนุน) ใดๆ นอกจากเพื่อนร่วมชาติของผมเอง" และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าทำงานร่วมกับ CIA โดยเรียกข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่า "เป็นเท็จอย่างสิ้นเชิงและไม่มีข้อสงสัยใดๆ" อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 พระองค์บอกกับผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AP ว่า "ตอนนี้ผมมุ่งเน้นไปที่การปลดปล่อยอิหร่าน และผมจะหาวิธีการใดๆ ก็ตามที่ผมสามารถทำได้ โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์และเอกราชของชาติ กับใครก็ตามที่เต็มใจจะให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือซาอุดีอาระเบีย หรืออิสราเอล หรือใครก็ตาม"
การสนับสนุนจากอิสราเอล
แม้ว่าพระราชบิดาจะสวรรคตไปนานแล้ว แต่มกุฏราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี ก็ยังทรงเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอดเพื่อหวังที่จะรื้อฟื้นระบอบพระเจ้าชาห์ขึ้นมาใหม่ในอิหร่าน ซึ่งระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านนั้นเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล กระนั้นก็ตาม มกุฏราชกุมารเรซา ปาห์ลาวีทรงให้ความร่วมมือกับอิสราเอลอย่างเหนีวแน่น เพื่อดำเนินการโค่นล้มระบอบรัฐอิสลามในอิหร่าน
มกุฏราชกุมารปาห์ลาวีเสด็จเยือนอิสราเอลในปี 2023 และทวีตว่า "ผมและยาซมีน (พระชายา) รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลและซาราห์ เนทันยาฮู เราแสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลต่อความปรารถนาประชาธิปไตยของประชาชนอิหร่าน" ตามที่ซินา ทูสซี (Sina Toossi) ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากศูนย์ Center for International Policy กล่าวว่า ขบวนการกษัตริย์อิหร่านมี "พันธมิตรที่ชัดเจน เห็นได้ชัด และเปิดเผยกับอิสราเอล"
ในเรื่องนี้ มีการสืบสวนของ Haaretz สื่อหลักของอิสราเอลและ TheMarker สื่อของอิสราเอลอีกรายหนึ่ง ได้รายงานถึงการมีอยู่ของเครือข่ายอิทธิพลที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำหนดความคิดเห็นสาธารณะของอิหร่านและส่งเสริมมกุฏราชกุมารปาห์ลาวีให้เป็นผู้นำที่มีศักยภาพแทนที่สาธารณรัฐอิสลาม รายงานอ้างว่าเครือข่ายนี้ดำเนินการโดยหน่วยงานเอกชนที่ได้รับทุนจากทรัพยากรของรัฐบาลอิสราเอล ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และอาศัยบัญชีออนไลน์ปลอม โดยเฉพาะโปรไฟล์ภาษาเปอร์เซีย เครือข่ายดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ารับสมัครผู้พูดภาษาเปอร์เซียที่โพสต์เนื้อหาซ้ำจากจ้าชายปาห์ลาวี
ในเดือนตุลาคม 2025 การสืบสวนของ Haaretz ร่วมกับ Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโทรอนโต รายงานว่ามีการรณรงค์สร้างอิทธิพลทางดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลเพื่อส่งเสริมจ้าชายปาห์ลาวีในหมู่ผู้ชมที่พูดภาษาเปอร์เซีย การสืบสวนพบว่าปฏิบัติการดังกล่าวใช้บัญชีโซเชียลมีเดียปลอมและวิดีโอที่สร้างโดย AI เพื่อขยายข้อความสนับสนุนระบอบกษัตริย์ การวิเคราะห์ของ Citizen Lab ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมของแคมเปญดังกล่าวสอดคล้องกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในอิหร่าน เครือข่ายสื่อที่มีการจัดระเบียบอย่างดีซึ่งผสมผสานการประชาสัมพันธ์แบบมืออาชีพ การเคลื่อนไหวของชาวอิหร่านพลัดถิ่น และสิ่งที่นักวิจัยอธิบายว่าเป็นบัญชีออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ได้ส่งเสริมมกุฏราชกุมารปาห์ลาวีผ่านโซเชียลมีเดีย
ในเวลานั้น การสืบสวนระบุว่า แม้ปฏิบัติการ IO ดังกล่าว จะเพิ่มการมองเห็นในระดับนานาชาติต่อการรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมกุฏราชกุมารปาห์ลาวีระดับการสนับสนุนจากประชาชนภายในอิหร่านที่แท้จริงต่อ ปาห์ลาวี คลุมเครือ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า หลังจากเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่านในช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วเรื่อยมาจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ ประชาชนอิหร่านจะเอ่ยถึงมกุฏราชกุมารปาห์ลาวีมากขึ้นจนกระทั่งเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว
ท่าทีล่าสุดของทางการอิหร่าน
อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า “ปัญหาภายในของประเทศใดๆ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะประเทศนั้นๆ และไม่มีใครมีสิทธิ์แทรกแซงหรือบงการกิจการภายในของประเทศอื่น” สำนักข่าว The Caspian Post รายงานโดยอ้างอิงจากสื่อรัสเซีย โดยตีความว่าคำกล่าวนี้มุ่งเป้าไปที่มกุฏราชกุมารปาห์ลาวี
ก่อนหน้านี้ อับบาส อาราคชี กล่าวระหว่างการเยือนเลบานอน โดยกล่าวหาอิสราเอลและสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดการประท้วงที่แพร่กระจายไปทั่วอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน "เพ้อเจ้อ" โดยกล่าวว่า "คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่เพ้อเจ้อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความท้าทายครั้งใหญ่ที่ระบอบการปกครองของอิหร่านกำลังเผชิญอยู่ภายในประเทศ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวตอบโต้
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - เรซา ปาห์ลาวี ขณะรับรางวัลสถาปนิกแห่งสันติภาพจากมูลนิธิริชาร์ด นิกสัน ณ หอสมุดและพิพิธภัณฑ์ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในเมืองยอร์บา ลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2024 (Photo by Patrick T. Fallon / AFP)