เบื้องหลังความพัวพันของสหรัฐฯ กับน้ำมันเวเนฯ
ประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของเวเนซุเอลาย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากการค้นพบน้ำมันครั้งสำคัญในช่วงทศวรรษที่ 1920 การค้นพบเหล่านี้ผลักดันให้เวเนซุเอลากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในละตินอเมริกา แม้ว่าเวเนซุเอลาจะประสบกับช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคงเนื่องจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและความท้าทายด้านการปกครอง ปัญหาต่างๆ เช่น การทุจริตและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ประกอบกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในที่สุด ส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดลงจากประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเหลือ 400,000 บาร์เรลในปี 2020
ในปี 2019 สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทน้ำมันของรัฐบาลเวเนซุเอลา Petróleos de Venezuela, S.A. (PDVSA) โดยมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ลาออกเนื่องจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศ ในเดือนตุลาคม 2023 รัฐบาลไบเดนได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่ออุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ และทองคำของเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว เพื่อแลกกับคำมั่นสัญญาในการปฏิรูปทางการเมือง รวมถึงการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและการเลือกตั้งที่เสรีในปี 2024 อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนเมษายน 2024 มาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เนื่องจากไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญา แม้ว่าบางบริษัทจะได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการในภาคส่วนน้ำมันต่อไปได้ก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2025 รัฐบาลทรัมป์ได้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของ Chevron ในเวเนซุเอลา และคาดว่าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงและสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น
จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 สหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากโจมตีทางทหารต่อเป้าหมายในและรอบๆ กรุงการากัสและภูมิภาคอื่นๆ ของเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวออกนอกประเทศ และกล่าวว่าสหรัฐฯ จะดูแลเวเนซุเอลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทรัมป์กล่าวถึงทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และระบุว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของประเทศ
ทำไมทรัมป์ต้องการน้ำมันเวเนซุเอลา?
เมื่อเดือนธันวาคม 2025 เอ็ด คอนเวย์ (Ed Conway) บรรณาธิการด้านเศรษฐศาสตร์และข้อมูลของ Sky News ได้อธิบายไว้ว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันดิบชนิดเบา ( light crude) ซึ่งต่างจากน้ำมันดิบชนิดหนัก (heavy crude) ที่จำเป็นสำหรับโรงกลั่น
น้ำมันดิบชนิดหนักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมอเมริกัน เพราะโรงกลั่นส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกออกแบบมาเพื่อแปรรูปน้ำมันดิบชนิดนี้ เมื่อน้ำมันดิบชนิดหนักไม่พอป้อนโรงกลั่น การที่โรงกลั่นจะปรับปรุงการผลิตก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ จึงไม่มีใครอยากทำเช่นนั้นในเร็วๆ นี้
แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วอเมริกาจะสูบน้ำมันดิบออกมาจากดินแดนของตนเองมากกว่าที่ต้องการใช้ แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันดิบอยู่ดี และแม้ว่าน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของอเมริกาถูกส่งออกไปต่างประเทศ แต่อเมริกาก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 6,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อป้อนโรงกลั่นในเท็กซัสและหลุยเซียน่าด้วยน้ำมันดิบชนิดหนักที่สามารถกลั่นได้
น้ำมันดิบชนิดหนักที่สามารถกลั่นได้นั้นมีมากในเวเนซุเอลา เพราะเวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแหล่งสำรองน้ำมันดิบชนิดหนักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมกับแคนาดาและรัสเซีย โดยข้อมูลจากสถาบันพลังงาน (Energy Institute) ระบุว่า เวเนซุเอลาครอบครองปริมาณสำรองน้ำมันประมาณ 17% ของปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลก หรือเทียบเท่ากับ 303 พันล้านบาร์เรล
จะเกิดอะไรขึ้นกับราคาน้ำมันโลกหลังจากนี้?
ทรัมป์ กล่าวหลังจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาว่า “เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่เสียหายอย่างหนัก และเริ่มสร้างรายได้ให้กับประเทศ” เขากล่าวในการแถลงข่าว “เรากำลังจะขุดเอาความมั่งคั่งมหาศาลออกมาจากใต้ดิน”
และบอกว่า “เราจะขายน้ำมันปริมาณมากให้กับประเทศอื่นๆ”
เรื่องนี้จะมีความหมายอย่างไรต่อน้ำมันโลก?
ฟิล ฟลินน์ (Phil Flynn) นักวิเคราะห์ตลาดพลังงานจาก Price Futures Group ในชิคาโก กล่าวว่า โอกาสที่เวเนซุเอลาจะกลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้งหลังจากถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมาหลายปี อาจยิ่งทำให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง จากที่ตอนนี้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ และมีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีก จากการรายงานของ The Globe and Mail สื่อของแคนานา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากอันดับต้นๆ ของโลกและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ
ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำมากโดยเฉพาะในปี 2025 ราคาน้ำมันดิบประสบกับการขาดทุนรายปีที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 โดยลดลงถึง 20 % ท่ามกลางภาวะอุปทานล้นตลาดและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ แรงกดดันที่จะเกิดกับประเทศที่ส่งออกน้ำมันดิบอย่างแคนาดาและรัสเซีย โดยเฉพาะแคนาดาที่ส่งน้ำมันไปให้โรงกลั่นของสหรัฐฯ ซึ่งลดลงเหลือต่ำกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่เคยสูงสุดเกือบ 4.4 ล้านบาร์เรลในช่วงกลางปี 2024 และหากสหรัฐฯ เข้าควบคุมแหล่งผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาได้ แรงกดดันจากมาตกอยู่กับแคนาดา
แต่โรงกลั่นสหรัฐฯ จะได้น้ำมันที่ไม่ขาดสายและถูกลง และราคาพลังงานที่ถูกลงหมายถึงการแก้ปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่อ่อนแอในสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้นด้วย
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพนี้แสดงทัศนียภาพของโรงกลั่นน้ำมันวาเลโร ฮูสตัน ในเมืองฮูสตัน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โรงกลั่นน้ำมันวาเลโร ฮูสตัน ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือของฮูสตัน ทำหน้าที่แปรรูปน้ำมันดิบคุณภาพดีและน้ำมันขั้นกลางเป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซล ตามข้อมูลของบริษัท โรงกลั่นแห่งนี้มีกำลังการผลิต 255,000 บาร์เรลต่อวัน (ภาพโดย RONALDO SCHEMIDT / AFP)