กองทัพ เผยสถานการณ์ชายแดน ยังมีเหตุปะทะ "กัมพูชา"ยังไม่หยุดยิง ไม่ปฏิเสธการเจรจา แต่เขมรยังเป็นภัยคุกคาม ด้าน ‘ทบ.’เผย ทหารเขมรดับแล้ว 221 นาย ไทย ทำลายอาวุธ-ยุทโธปกรณ์เพียบ
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงกรณี สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชายังระดมการยิงอาวุธหนักเข้ามายังฝ่ายไทย ซึ่งไทยมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันตนเองตามกฎการปะทะ รวมถึงกฎหลักสากล โดยช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-01.00 น. มีการพบโดรนของฝ่ายกัมพูชาพยายามแทรกซึมเข้ามาจำนวนมาก และฝ่ายไทยได้สกัดกั้น โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดตราด ทางกองทัพเรือได้พยายามป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยดังกล่าวด้วย ต่อมาเวลา 04.15 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงด้วย BM-21 และปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ศรีสะเกษอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเวลา 05.15 น. กัมพูชาโจมตีมาดินแดนของฝ่ายไทยตลอดแนว ซึ่งย้ำว่าพื้นที่โดยรวมยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง ทางฝ่ายไทยยังมีความพยายามในเรื่องการสถาปนาที่มั่น โดยกองทัพไทยยังดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้หยุดยิงอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด
โฆษกศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ยืนยันอีกว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธการเจรจา หรือด้านการทูต แต่เนื่องจากการดําเนินการในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถเจรจาได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่พร้อมที่จะเจรจา และยังมีความเป็นภัยคุกคาม และเราจะต้องให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อน เพื่อจะนําไปสู่การเจรจา อย่างแท้จริงนอกจากนี้ประเทศไทยขอให้ประชาคมโลกได้เข้าใจบริบทสถานการณ์ในพื้นที่จริงเพื่อคุ้มครองพลเรือน ลดความตึงเครียด และเคารพอธิปไตยของรัฐ
ด้าน พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมการปฏิบัติการพื้นที่ที่เราควบคุมได้แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลง เราใช้การขยายผลในที่หมายที่เราควบคุมไว้แล้ว ส่วนที่สำคัญคือพื้นที่ปราสาทคนา ที่ไทยเราได้ควบคุมเบ็ดเสร็จเรียบร้อย ซึ่งพบว่าพื้นที่มีการขุดคูเลตที่ใช้ในการรบอยู่ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่ากัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่ที่เป็นดินแดนไทย ในบริเวณที่เป็นโบราณสถาณซึ่งผิดหลักสากลเป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องการประมาณการการสูญเสียของกัมพูชา ซึ่งได้รวบรวมตั้งแต่เริ่มการปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เมื่อดูเรื่องฐานที่มั่นที่ตั้งทางทหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งอาวุธหรือที่ตั้งกองบัญชาการ รวมถึงสิ่งที่สนับสนุนการรบต่างๆเราสามารถทำลายได้ 51 แห่ง BM-21 1 ระบบ รถถัง 10 คัน ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน ระบบปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 4 ระบบ ปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด 7 กระบอก Anti drone 5 จุด Dron 68 ลำ เสาสื่อสาร 3 จุด และประมาณการสูญเสียทหารกัมพูชาอย่างต่ำไม่น้อยกว่า 221 ราย
รองโฆษกกองทัพบก กล่าวย้ำอีกว่า กองทัพบกดำรงความมุ่งหมายในการปฏิบัติการสองประการ 1. เราต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ 2. ทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่ชัดเจนแล้วว่าเข้าโจมตีและเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหาร และพี่น้องประชาชนให้หมดสิ้นสภาพ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ที่ตั้งทางทหาร และสิ่งสนับสนุนต่างๆ เรายืนยันว่า ตรงนี้เป็นความมุ่งหมายที่เรายังคงดำรงอยู่อย่างแน่นอน
ส่วน นาวาเอกนรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ในพื้นที่กองทัพเรือได้รับมอบหมายคือพื้นที่บ้านชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นเป้าหมายหลักที่เราพยายามยึดคืนพื้นที่ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำเข้ามา และยึดครองพื้นที่ของเราเป็นเวลานาน เราพยายามทำการโต้ตอบ ยึดคืน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศ เป็นการทิ้งระเบิดปูทาง ให้หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินได้เข้าใช้กำลังทหารราบดำเนินกลยุทธ์เข้ายึดครองพื้นที่ ระหว่างการเข้ายึดครองพื้นที่มีการตอบโต้ทางกัมพูชาอย่างหนาแน่น แต่สุดท้ายนาวิกโยธินสามารถสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่และเชิญธงชาติขึ้นสู่เสาธงชั่วคราวในพื้นที่ได้ ซึ่งเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ของเราเอง ย้ำว่าจุดนี้เป็นจุดพื้นที่ที่เป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยที่ถูกกัมพูชารุกรานมาตั้งแต่แรก ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังมีการโจมตีโต้ตอบจากทางกัมพูชา ไม่ได้มีการลดหย่อนลงเลย เรายังต้องดำเนินกลยุทธ์เพื่อกำจัดภัยคุกคามที่เกิดจากฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง ส่วนการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่จังหวัดตราดนั้น กองทัพเรือเข้าใจดีว่าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีการก่อกวนจากฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักในพื้นที่ชุมชนของประชาชนเอง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จำเป็นต้องประกาศเพื่อให้เกิดความปลอดภัยประชาชนสูงสุด แต่ถ้าหากมีประชาชนจำเป็นต้องออกจากเคหะสถานนอกเวลา สามารถขออนุญาต และชี้แจงเจ้าหน้าที่ได้ เรารับฟังและอํานวยความสะดวก