“ปีชงมีไว้สำหรับหลอกคนโง่ค่ะ เพราะมันขายของได้ ปีชงตามมาด้วยทำพิธีกรรม ทุกอย่างแก้ได้ด้วยการเสียเงิน ที่บอกว่ามีเคราะห์ ปีนี้ปีชง เดี๋ยวจะให้วิธีแก้ชง แต่วิธีแก้ชงก็คือการเสียเงินแน่นอน”
นี่คือคำพูดของ “แพรรี่” ไพรวัลย์ วรรณบุตร อดีตมหาเปรียญ 9 ที่แม้ตอนนี้จะสึกแล้วและเลี้ยงชีพด้วยการเป็นแม่ค้าออนไลน์พร้อมกับการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง (เหมือนตอนยังบวช) แต่ยังแสดงทัศนะเรื่องสังคม ความเชื่อ เรื่องพระๆ เจ้าๆ ต่อไป เหมือนตอนยังบวช
ประเด็นคือ “แพรรี่” มีดีกรีเคยเป็น "มหา" มาก่อน ดังนั้นคนจึงเชื่อถือเวลาเธอวิพากษ์เรื่องพุทธศาสนา (เถรวาท) และสังคมพุทธ (ในเมืองไทย)
แต่เวลาเธอวิจารณ์เรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด เช่นเรื่อง "ปีชง" การวิจารณ์ของเธอจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกคนอื่นเขาวิจารณ์กลับในทันที
ปรากฎว่าสังคมโต้เถียงกันยกใหญ่กับคำพูดที่แรงๆ ของเธอว่าที่ว่า “ปีชงมีไว้สำหรับหลอกคนโง่ค่ะ"
หนึ่งในนั้นคือหมอดูคนดังที่ทำงานกับเรื่องปีชงมาตลอด และคงจะไม่ใช่แค่หมอดูคนนี้เท่านั้นที่สะดุ้ง
ผมไม่ชอบดูหมอ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า "โง่" ไปด่าคนอื่น เพราะเป็นคำที่ปราศจากเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
มหาแพร์รี่นั้นเรียนพระศาสนามา ควรจะมีพรหมวิหารบ้างในการวิจารณ์สังคม เพราะพรหมวิหารนั้นเป็นธรรมะชั้นธรรมดาที่แม้แต่ "นักธรรมตรี" ก็ยังรู้ ไม่ต้องถึงเปรียญ 9 ดอก
อีกอย่างก็คือ ดูเหมือนแพร์รี่จะไม่เข้าใจเรื่อง "ปีชง" เอาเลย
"ปีชง" (衝 หรือ 冲) ไม่ใช่เรื่องพุทธศาสนาเพียวๆ แต่เป็นจักรวาลวิทยาของจีน สืบทอดกันมานานหลายพันปี มีความซับซ้อนมากจนผมเคยพยายามอธิบายง่ายๆ แต่ก็ต้องเลิกไป เพราะ "มันไม่ง่ายที่จะอธิบาย"
เอาแค่คำว่า 衝 หรือ 冲 ในภาษาจีนคำเดียวก็มีความหมายมาย
แต่เอาเฉพาะ "ปีชง" แบบที่เราคนไทยเข้าใจ เขาเรียกว่า "ชงไท่สุ้ย" (冲太岁) หรือ "ชนกับไท้ส่วยเอี๊ย" คือเทพผู้รักษาดวงดาวตามหลักดาราศาสตร์จีน
ใครที่ติดตามงานเขียนของผมเรื่องประวัติศาสตร์ คงจะทราบว่าผมพยายามเขียนเรื่องประวัติศาสตร์จีนให้ง่ายๆ เข้าถึงได้ทุกผู้คน แต่กับเรื่อง "ปีชง" ผมขอบาย เพราะเคยทำมาแล้ว ไม่สามารถ "ทำเรื่องโง่ๆ" พรรค์นี้ให้กลายเป็นเรื่องที่คนสามัญเข้าใจได้ง่ายๆ
มันซับซ้อนขนาดนั้นครับ
ดังนั้น บรรดาโหรทั้งหลายจึงมักจะสรุปแค่ว่าปีไหนชงปีนี้บ้าง และจะแก้ไขอย่างไร แต่จะไม่ลงรายละเอียดว่ามันชงอย่างไรในแง่ของจักรวาลวิทยาของจีน
เรื่องปีชงเคยเป็น "วิทยาศาสตร์โบราณ" ของจีน ที่มีหลักโยงใยถึง "ฟ้า คน และดิน" วิทยาศาสตร์โบราณนี้ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับ "พลังที่มองไม่เห็น" แต่รับรู้ได้จากการกระทบ (ชง) ระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง
พลังที่ว่านี้จะกระทบต่อฟ้า คน และดิน ณ ห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ด้วยการคำนวณจะสามารถคาดเดาได้ว่ามันจะกระทบกันเมื่อไร และจะหลีกเลี่ยงอย่างไร
พลังแห่งจักรวาลนี้มีผู้ควบคุมอยู่ตามหลักศาสนาโบราณของจีน คือศาสนาเต๋า (道教) ดังนั้นเพื่อให้คนรอดพ้นจากการ "ชง" ของพลังเหล่านี้ คนจึงต้องพึงพาผู้ที่มีพลังเหนือกว่าในการควบคุมจักรวาล คือบรรดาทวยเทพทั้งหลาย
เทพเหล่านี้เป็นเทพโบราณ แต่เมื่อศาสนาเต๋าก่อตัวขึ้นก็ถูกจัดเข้ามาในทำเนียบเทพเจ้าของศาสนาเต๋า ดังนั้นพิธีชงทั้งหลายจึงเกี่ยวข้องกับศาสนาเต๋าก่อนอื่นใด
นักพรตในศาสนาเต๋ามีหน้าที่ปลอบประโลมผู้คนที่ "ยังไม่รู้แจ้ง" ด้วยการสอนวิธีให้หลีกเลี่ยงพลังร้ายเหล่านั้น นั่นคือการแก้ปีชง เช่น ไหว้เทพเจ้า ทำบุญกุศล ไม่กินเนื้อสัตว์
ทั้งหมดนี้แม้จะใช้เงินใช้ทองบ้าง แต่ไม่เห็นจะเป็นการมิจฉาชีพตรงไหน? ยิ่งไม่ใช่การหลอกลวง เพราะทุกฝ่ายล้วนแต่ยินยอมโดยมีความเชื่อร่วมกันเป็นที่ตั้ง
ตรงกันข้าม คนแก้ปีชงสบายใจกันไปทั้งปี ซึ่งไอ้ความสบายใจนี้ซื้อด้วยเงินเท่าไรก็ไม่พอหรอกครับ แต่พิธีแก้ชงมีเงินไม่กี่บาทก็แก้ได้แล้ว
แถมวิธีแก้ยังชาญฉลาดเอามากๆ ด้วย เพราะหนึ่งในวิธีแก้ชงตามที่ผมไปค้นในแหล่งข้อมูลจีน เขาบอกให้ผู้ที่ถูกชงต้องระมัดระวังความสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองมีปัญหาด้วย ลดการกระทบกระทั่ง มีเมตตากรุณากับคนอื่น ให้คบกับกัลยาณมิตรหรือคนดีมีศีลธรรม เตือนให้คนปีชงไปไหนต่อไหนต้องระวังอันตราย
พูดง่ายๆ คือสั่งให้คนปีชงต้องมีสติเวลาอยู่กับคน เวลาสัญจรไปไหนอย่าใจลอย
เวลาทำผิด หรือ "ละเมิดไท้สุ้ย" คือการทำผิดข้อห้ามในปีชง ก็ให้กลับมาไหว้ไท้สุ้ย เป็นอุบายเพื่อให้ใจผูกไว้กับเทพเจ้า จะได้คิดดี ทำดี พูดดีตลอดปีตลอดชาติ
บางคำแนะนำยังบอกว่าปีไหนไท่สุ้ยให้โทษ จงอย่าเล่นการพนัน แม้แต่หวยก็ห้าม ส่วนตัวผมไม่ชอบการพนันอยู่แล้ว เพราะมันล้างผลาญคนได้เลวร้ายยิ่งกว่าไฟไหม้บ้าน ดังนั้นสอนแบบนี้ถูกใจผมนัก
คำสอนแบบนี้เสียเงินไหม? ก็ไม่ แถมยังช่วยรักษาเงินไว้ด้วยซ้ำ
ศาสนาเต๋าก็เหมือนศาสนาพุทธ มีทั้งคำสอนแก้ทุกข์ชั่วคราวให้กับคนทั่วไปที่ "ยังไม่รู้แจ้ง" คือพวกที่ยังกลัวเรื่องปีชง และยังมีคำสอนอันลึกซึ้งเรื่องความว่างเปล่า การปล่อยวาง การไม่ยึดติด หรือหลักอู๋เหวย (無為) เรื่องพวกนี้สอนคนธรรมดาไม่เข้าใจหรอกครับ เขาเอาไว้สอนคนที่ปัญญาถึงแล้ว
ถามว่ามีกี่คนที่จะทำได้ ถ้าจู่ๆ นักพรตไปบอก "ปีนี้โยมปีชงนะ เอาล่ะ ไปพิจารณาว่าโลกนี้มันไร้แก่นสาร มีแต่ความว่าเปล่า แล้วโยมจะรอดจากทุกข์นี้"
บอกแบบนี้โยมที่ไหนจะทำได้? แม้แต่คนที่รู้ธรรมะสูงๆ แบบที่สอบผ่านสนามหลวงมาแล้ว ผมถามเถอะว่ารู้จัก "ความว่าง" (ศูนยตา) ของพระพุทธศาสนาดีแค่ไหน?
อุบายเรื่องปีชงจึงไม่ใช่เรื่องโง่ๆ แต่เป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษคนจีนในการปลอบใจผู้คนที่ภูมิธรรมไม่สูง ให้นำใจไปยึดเหนี่ยวกับเทพเจ้า กับเซียนผู้วิเศษ ผูกกับการถือศีลกินเจ เข้าวัดเข้าวา จิตใจจะได้ไม่โหวงเหวง
เอาแค่หลักการคร่าวๆ เรื่องจักรวาลวิทยาของจีนและเรื่องศาสนาเต๋า ถามว่าเป็นเรื่องที่อดีตมหาเปรียญในพุทธศาสนามีความเชี่ยวชาญหรือ? หากจะใช้ความรู้ในฐานะที่ตัวเองเป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนา" ก็ยิ่งไม่ควรวิจารณ์ เพราะนี่เป็นเรื่องของ "ศาสนาดั้งเดิมของจีน"
ไม่รู้ ไม่เชี่ยวชาญไม่ว่า แต่ไปว่าความเชื่อในศาสนาอื่นว่าเป็นเรื่องโง่เขลา ถือเป็นการหักหาญน้ำใจเกินไป
ผมทราบว่า แพร์รี่" เคยแสดงตัวว่ามีแนวคิดพหุนิยมและเสรีนิยมตอนที่ยังเป็นพระ ดังนั้นจึงควรตระหนักว่า การไปด่าความเชื่อคนอื่นว่าโง่เขลานั้น เป็นการกระทำที่ด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่นเขา
อันที่จริงแล้ว ถ้าจะลากเข้าพุทธศาสนาก็ลากได้ เมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาในจีน ศาสนาพุทธมหายานก็ใช้อุบายธรรมในการปลอบญาติโยมที่กลัวเรื่องปีชงเหมือนกับนักพรตเต๋าทำมาก่อน
เพียงแต่แทนที่จะใช้เทพหรือเซียนในศาสนาเต๋ามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว หลวงจีนท่านก็เชิญพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ธรรมบาลต่างๆ มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวแก่สาธุชนที่กลัวเรื่องพลังจักรวาลด้านลบ (ปีชง) แนะนำให้ทำกุศล กราบไหว้พระ ถือศีลกินเจ เหมือนกันกับฝ่ายเต๋า
ทั้งหมดนี้มีขึ้นปลอบประโลมผู้คนที่ยังเชื่อถือแบบบรรพบุรุษยุคโบราณ ซึ่งเขายินดีจะเสียทรัพย์ (ไม่มากมายหรอก) เพื่อทำพิธีให้สบายอกสบายใจ
คงจะเคยได้ยินเขาบอกกันนะครับว่า "ถ้ามันไม่เดือดร้อนใคร ทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ"
ผมไม่ทราบว่าการแก้ปีชงมันเดือดร้อนใครที่ไหนถึงขนาดต้องถูกด่าว่า "โง่" ด้วย?
เอาเข้าจริง ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนแต่มองว่าเป็น "การกระทำโง่ๆ" ได้หมดในสายตาคนอื่น
เช่น ซื้อรถแพงๆ ก็มักจะมีคนแซะว่า "รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้อง ... ด้วย"
ซื้อบ้านสักคนก็จะมีคนมาแซวว่า "มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะ ต้อง... ด้วย"
และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ "ไม่ได้หนักหัวใครเลย" แต่ใครเหล่านั้นมักจะรู้สึกว่าการตัดสินใจของบางคนมันโง่เสียเต็มประดา
ผมสงสัยเหลือเกินว่าอะไรดลใจใครพวกนี้คิดเแบบนั้น?
ป.ล.
ก็อย่างที่บอก ผมไม่ชอบดูหมอ ผมไม่แก้ปีชง ผมเข้าวัดบ่อย แต่ไมได้ไปแก้ดวงอะไร แต่ผมไม่อยากให้ความเชื่อของผู้คนถูกเหยียดหยามเพราะความรู้แบบสุกๆ ดิบๆ ของคนบางคน
เรื่องพุทธศาสนาผมก็พอรู้บ้าง แต่คงจะสู้มหาเปรียญเก่าไม่ได้
มีภาษิตหนึ่งที่ประทับใจผมมากมาจากบทสวดชัยปริตร หรือ "มหากรุณิโก" พระบาลีท่านว่า "สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง" แปลว่า "เวลาที่บุคคลและสัตว์ประพฤติดีประพฤติชอบ ชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งแจ้งดี"
แปลเป็นภาษาโยมก็คือ เวลาไหนๆ มันก็ดีทั้งนั้น ถ้าคนๆ นั้นทำดีทำสิ่งที่ถูกต้อง
ถามว่าทำดีคืออะไร? ในทางพุทธศาสนาการทำดีคือ "ปฏิบัติตามศีลห้า"
ถือศีลแล้วดวงแบบไหนก็ดีหมด ฤกษ์ไหนก็ดีหมด อะไรก็เป็นมงคลหมด
นั่นหมายความว่าปีชงหรือการมีเคราะห์กรรม ไม่มีความหมายอะไรกับคนที่ถือศีล
แต่ถามว่ามคนที่ถือศีลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมีกี่คน?
แม้ว่าการแก้ชงบางสำนักนั้นเขาก็แนะให้ถือศีลถือธรรมด้วย ดังนั้นไม่ใช่เรื่องหลอกลวงอย่างที่บางคนปรามาสหรอกครับ
แต่บางคนรับศีลจากพระแล้ว พระยังไม่ทันกลับกุฏิ โยมไปตั้งวงเหล้าต่อก็มี
ดังนั้นไปคาดหวังให้คนธรรมดาถือศีลเพื่อแก้ชงไม่ได้หรอกครับ เพราะพวกเราล้วนแต่เป็นมนุษย์เดินดินทั้งนั้น
อะไรที่มันเป็นอุบายกุศลให้คนเข้าวัด ใกล้พระ ใกล้โพธิสัตว์ ใกล้เทพเซียน ขึ้นมาอีกหน่อย มันจะเป็นไรไปเล่า?
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP