เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ (CRP) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (Center for Biomedical and Robotics Technology: BART LAB) ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) เพื่อร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robotics) โดยเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย เทคโนโลยี และพื้นที่ใช้งานจริงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ Coding และ AI ไปจนถึงการทดลองและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในสถานการณ์จริง
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์จริง ผ่านการทดลอง พัฒนา และต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Robotics และ AI ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภค
แต่ละองค์กรจะนำความเชี่ยวชาญของตนมาร่วมขับเคลื่อนโครงการ โดยมหาวิทยาลัยมหิดลสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ ขณะที่ BART LAB นำองค์ความรู้ด้าน Robotics, AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาร่วมพัฒนา ส่วน CRP จะเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับพื้นที่ภายใต้การบริหาร เช่น ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ และท็อปส์ พลาซ่า เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง รวมถึงศึกษาว่าจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร
คุณเลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า CRP มองว่าศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดนวัตกรรม โดยเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ นักวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน
การเปิดพื้นที่ให้ทดลองใช้เทคโนโลยีจริงจะช่วยสร้างโอกาสให้นักพัฒนาไทยได้ต่อยอดผลงาน ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางในการศึกษาการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาปรับใช้กับธุรกิจค้าปลีก เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการและประสบการณ์ของลูกค้าให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัล
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ก่อตั้งและผู้แทนบริษัท บาร์ทแล็บ กล่าวว่า ความร่วมมือจะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรด้าน Coding และ AI รูปแบบการทำงานของนักศึกษา ไปจนถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยเน้นการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตั้งแต่ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงพื้นที่ใช้งานจริง
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะจากโจทย์ของภาคธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปใช้งานได้จริง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจค้าปลีกได้ศึกษาศักยภาพของหุ่นยนต์และ AI ในการพัฒนาบริการและประสบการณ์ของผู้บริโภคในอนาคต
การลงนาม LOI ครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา งานวิจัย และธุรกิจค้าปลีก โดยใช้พื้นที่ศูนย์การค้าเป็นเสมือนห้องทดลองจริง (Living Lab) สำหรับทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยี ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้บุคลากรรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และต่อยอดนวัตกรรมให้สอดคล้องกับการใช้งานในภาคธุรกิจ