“THE ARIEL” ยุคใหม่ของการใช้ชีวิตร่วมสมัยในลอนดอน

“THE ARIEL” ยุคใหม่ของการใช้ชีวิตร่วมสมัยในลอนดอน
TELEVISION CENTRE เปิดตัวเฟส 2: THE ARIEL ยุคใหม่ของการใช้ชีวิตร่วมสมัยในลอนดอน เปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟในเอเชีย

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลอนดอน มีปริมาณโครงการที่เปิดการขายมีจำนวนลดลงอย่างมาก ต้นทุนของสิ่งก่อสร้างประเภทอาคารสูง และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่ๆ สร้างข้อจำกัดและเพิ่มความซับซ้อนให้กับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางราย  ตัวเลขการอนุมัติคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร/เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินหรืออาคารลดน้อยลง โดยเฉพาะในพื้นที่ทำเลเด่นอย่างใจกลางลอนดอน (โซน 1 และ 2) ทั้งนี้ปี 2566 ที่ผ่านมา (ค.ศ.2023) มีจำนวนโครงการก่อสร้างใหม่ลดลง 47% เมื่อเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยต่อปีของช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ โครงการที่สร้างเสร็จมีตัวเลขลดลง 32%

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ในระดับสูง จากการที่ธนาคารกลางอังกฤษประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแรง เพื่อรับมือสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลกที่ส่งผลกระทบให้ตัวเลขเงินเฟ้อของอังกฤษพุ่งแตะ 11.1% เมื่อเดือนตุลาคม 2565 (2022) ดอกเบี้ยสูงยังส่งผลกระทบอย่างยิ่งกับตลาดกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุน  (buy-to-let landlords) จำนวนหลายรายถอนตัวออกจากตลาด รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องมีการกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (mortgage debt) ขณะที่ ผู้ซื้อหลายรายเลือกที่จะรอให้ดอกเบี้ยปรับตัวลดลง อัตราดอกเบี้ยที่สูง ยังทำให้จำนวนการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ (Rental Stock) ในตลาดลดลงจากกำลังซื้อของตลาดที่ลดลง ส่งผลให้ความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุให้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ในลอนดอนปรับตัวเพิ่มขึ้น 

ปัจจุบัน ปัญหาเงินเฟ้อควบคุมได้แล้ว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 (2024) สามารถกลับมาอยู่ที่ระดับ 2% ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ ขณะที่ มีการคาดหมายว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวลงอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้  ซึ่งจะช่วยกระตุ้นดีมานด์ของตลาด และขยับราคาอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น

ในส่วนของย่านไวท์ซิตี้ (White City) ของลอนดอน มีเอกลักษณ์ในหลายๆ ด้าน ทำเลนี้ยังเป็นที่ตั้งโครงการพัฒนาใหม่ด้านที่พักอาศัยที่มีชื่อเสียงอีกแห่งคือ ไวท์ซิตี้ลิฟวิ่ง (White City Living) ที่พัฒนาโดยบริษัท เบิร์กเลย์ เซ็นต์เจมส์ (Berkeley St James) ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบราคาโดยเฉลี่ยของห้องชุดประเภทเดียวกันแล้ว โครงการของเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ (Television Centre) มีราคาที่แข่งขันได้กับไวท์ซิตี้ลิฟวิ่ง (White City Living) 

ในแง่ของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งสองโครงการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยที่สุดสำหรับผู้พักอาศัย ซึ่งรวมถึง สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย  สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการดูแลสุขภาพและความงาม โรงภาพยนตร์ เลานจ์และบาร์ของผู้พักอาศัย และล็อบบี้พร้อมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้จุดที่สร้างความแตกต่างของโครงการเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ (Television Centre) ก็คือ คาแรคเตอร์ในการออกแบบ ซึ่งดัดแปลงอาคารที่เคยเป็นสำนักงานเดิมของสถานีโทรทัศน์บีบีซี (BCC) มาจนถึงปี 2555 (2012) พัฒนาเป็นโครงการการใช้งานแบบมิกซ์ยูส (Mixed-use) และการใช้งานเชิงพาณิชย์ มีทั้งอาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย เป็นแหล่งรวมร้านค้าและร้านอาหารชั้นนำ ขณะเดียวกันบีบีซี (BCC) ยังดำเนินงานสตูดิโอโทรทัศน์อยู่ที่นี่ โดยมีรายการโทรทัศน์ที่จัดทำในสถานที่ทุกวัน

ทุกอาคารของเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ (Television Centre) มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ทั้งภายนอกและการตกแต่งภายใน ขณะที่ สถานออกกำลังกายของผู้พักอาศัย และสระว่ายน้ำ จะดำเนินงานโดย โซโหเฮ้าส์ (Soho House) คลับเฮ้าส์ระบบสมาชิกระดับเอกซ์คลูซีฟ ที่มีฐานอยู่ในลอนดอน และยังเป็น คลับที่รับเฉพาะสมาชิก (Private Member Club) ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลก

สำหรับเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ (Television Centre) ได้ประกาศเปิดตัวทั่วโลก กับโครงการเฟส 2 The Ariel อาคารที่พักอาศัย ใจกลางแลนด์มาร์คที่เคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บีบีซี (BBC) ในไวท์ซิตี้ (White City) ทางตะวันตกของลอนดอน ในวันที่ 19 สิงหาคม 2024 โครงการแห่งใหม่นี้ เป็นอาคารสูง 23 ชั้น พัฒนาโดย มิตซุย ฟุโดะซัง สหราชอาณาจักร (Mitsui Fudosan UK) ประกอบด้วยห้องชุดและเพนต์เฮ้าส์ส่วนตัว 167 ห้อง ที่กำลังเปิดตัวสู่ตลาดเอเชีย โดยมีกำหนดเปิดขายเพื่อมอบโอกาสพิเศษในการร่วมเป็นเจ้าของที่พักอาศัยในเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ สำหรับผู้ซื้อในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13 – 14 กันยายน 2567 นี้ ณ โรงแรมพาร์ค ไฮแอท, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, กรุงเทพฯ

ปีเตอร์ อัลเลน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของผู้จัดการฝ่ายพัฒนา บริษัท แสตนโฮป จำกัด (มหาชน) (Stanhope PLC) กล่าวว่า “เทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ (Television Centre) ประกาศเปิดตัว  The Ariel  เฟส 2 ใจกลาง แลนด์มาร์คที่เคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บีบีซี (BBC) ในไวท์ซิตี้ (White City) ทางตะวันตกของลอนดอน เป็นอาคารสูง 23 ชั้นที่เป็นตึกเดี่ยวเพียงหนึ่งเดียวภายในเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ ทำให้ผู้พักอาศัยสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของลอนดอนได้อย่างทั่วถึง ตึกใหม่แห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย บริษัท ออลฟอร์ด ฮอลล์ มอนาแกน มอร์ริส (Allford Hall Monaghan Morris หรือ AHMM) กลุ่มสถาปนิกผู้ได้รับรางวัล RIBA Stirling ภายในโครงการประกอบด้วยห้องชุดและเพนต์เฮ้าส์แบบสตูดิโอ และห้องชุดขนาด   1 – 2 – 3 ห้องนอน ตกแต่งภายในโดย บริษัท เอ็มเอสเอ็มอาร์ (MSMR) และ ทัตยานา ฟอน สไตน์ (Tatjana von Stein) นักออกแบบตกแต่งภายในที่เป็นที่ต้องการของวงการออกแบบที่พักอาศัยในตอนนี้”

นอกจากจะตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว และได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ผู้พักอาศัยยังจะได้รับประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษมากมาย ได้แก่ เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก (Concierge) ตลอด 24 ชั่วโมง, Co-working Space, ห้องสวีทเพื่อสุขภาพ พร้อมพิลาทิส รีฟอร์มเมอร์ โยคะ และ Personal Training สตูดิโอ ที่ชั้น 8 ประกอบด้วยเลานจ์และบาร์ ห้องประชุม และห้องรับประทานอาหารส่วนตัว พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด   24 ชั่วโมงทุกวัน ผู้ซื้อยังสามารถ ใช้บริการห้องออกกำลังกายและสระว่ายน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงการที่ดูแลโดยโซโห เฮ้าส์ (Soho House) ได้อีกด้วย

เทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ใจกลางอาณาจักรที่มีสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์และเจริญรุ่งเรืองที่สุดของวงการผลิตรายการโทรทัศน์ โดยมีการผลิตรายการโทรทัศน์ทุกวัน โดยใช้สตูดิโอ 3 แห่ง ของ บีบีซี และไอทีวี (BBC & ITV) อีกทั้ง ยังมีร้านอาหารมากถึง 10  แห่ง รวมถึงร้าน ร้านอาหาร เอ็นโด แอ็ท เดอะ โรทันดา (Endo at the Rotunda) ที่ได้รับรางวัลมิชลิน เป็นที่ตั้งของสโมสรสมาชิกโซโหเฮ้าส์  ที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีโรงฉายภาพยนตร์ (Electric Cinema) และบูทีคโฮเทลขนาด 45 ห้อง และรายล้อมไปด้วยพื้นที่สำนักงาน (office space)  ขนาด 500,000 ตารางฟุต (50,000 ตารางเมตร) ที่เป็นสำนักงานของสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BBC Worldwide และ Publicis Group, แบรนด์แฟชั่นชื่อดังต่างๆ อาทิ Calvin Klein, Tommy Hilfiger และ Net-a-Porter ผู้นำด้านความงามและการดูแลสุขภาพอย่าง L’Oreal และ Novartis 

ฝั่งตรงข้ามโครงการ เป็นที่ตั้งของ Westfield London ห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของสหราชอาณาจักร และเป็นห้างสรรพสินค้า  ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งมีร้านแบรนด์เนมหรูหรามากมาย อาทิ Gucci, Burberry, Tiffany, Prada, Louis Vuitton และ  Jimmy Choo แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำเหล่านี้ล้วนเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับการใช้ชีวิตที่ The Ariel โดยให้ผู้พักอาศัยเข้าถึงประสบการณ์การช็อป ความบันเทิง และการรับประทานอาหารระดับไฮเอนด์ อย่างไม่มีที่ใดเทียบได้

ด้วยความที่อยู่ใกล้กับสถาบันการศึกษาคุณภาพสูงอย่างอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) (มหาวิทยาลัยอันดับสูงสุดอันดับ 2 ของโลกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย QS ปี 2568 และรอยัลคอลเลจออฟอาร์ต (Royal College of Art)  ทำให้ The Ariel เป็นสถานที่ในอุดมคติสำหรับนักศึกษา ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ โดยสถาบันที่ได้รับการยกย่องเหล่านี้อยู่ในระยะที่สามารถเดินถึงได้ เพื่อมอบโอกาสด้านการศึกษาและการวิจัยระดับโลกให้กับผู้อาศัย โดยจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่า มีนักเรียนไทยเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในลอนดอนเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ12 % โดยจำนวนนักเรียนที่เดินทางไปต่างประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ในปี 2565  จำนวน 32,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 17% หรือ 5,405 คนเลือกลงทะเบียนในสหราชอาณาจักร ตามข้อมูลจากกระแสนักศึกษาทั่วโลกของ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่เผยแพร่ในรายงานปี 2023 โดย แอ็คยูเม็น (Acumen) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักเรียนระดับอุดมศึกษาขาออก 28,609 คนในปี 2564 นอกจากนี้ บริติช เคานซิลยังรายงานในเดือนพฤศจิกายน 2565 ว่าสหราชอาณาจักรยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการเรียนชั้นนำสำหรับนักเรียนไทย โดยมีนักเรียนมากกว่า 7,000 คน ในสถาบันอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร นี่จึงเป็นเหตุผลในการเลือกมาเปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรก ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The Ariel ตั้งอยู่ในพื้นที่มั่งคั่งของลอนดอนตะวันตก ติดกับย่านที่มีมูลค่าสูง เช่น นอตติ้งฮิลล์ (Notting Hill) และฮอลแลนด์พาร์ค (Holland Park) มีเครือข่ายการคมนาคมที่รวดเร็วและเข้าถึงง่ายเพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินและบนพื้นดิน 3 แห่งสามารถเดินทางไปยังบอนด์สตรีท (Bond Street) อ็อกฟอร์ดเซอร์คัส (Oxford Circus) ได้ใน 15 นาที และไปยังตัวเมืองได้ภายใน 25 นาที (ที่มา: TfL) พื้นที่นี้ยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีเยี่ยมสำหรับเดินทางไปยังสนามบินฮีทโธรว์ (Heathrow) ได้อย่างง่ายดาย

หลังจาก The Ariel เฟส 1 ประสบความสำเร็จในการปิดการขายห้องชุดจำนวน 432 ยูนิต The Ariel เฟส 2 ถือเป็นเรื่องราว บทต่อไปของเทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ กับการเปิดตัวสู่ตลาดทั่วโลก ในวันที่ 19 สิงหาคม 2567 นี้ โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในฤดูใบไม้ผลิปี 2570 ท่ามกลางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรที่พัฒนาไปในเชิงบวกในขณะนี้ การเปิดตัวของ The Ariel จึงเป็นการมอบโอกาสใหม่แก่ผู้ซื้อในการลงทุนในช่วงเวลาสำคัญ

ปีเตอร์ อัลเลน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดของผู้จัดการฝ่ายพัฒนา บริษัท แสตนโฮป จำกัด (มหาชน)(Stanhope PLC) กล่าวว่า "The Ariel ดึงดูดผู้ซื้อจากประเทศไทยเป็นพิเศษ เนื่องจากการผสมผสานระหว่างความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทำเลที่ตั้งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมสมัย สถานะทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นของลอนดอนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มั่นคงมอบโอกาสในการลงทุนที่ปลอดภัยในการพัฒนาสถานที่สำคัญนี้ รวมถึงความใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความคาดหวังของผู้ซื้อจากต่างประเทศที่มีวิสัยทัศน์ ชุมชนที่มีชีวิตชีวาและบรรยากาศที่สร้างสรรค์ที่ เทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้ที่มองหาสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่มีชีวิตชีวาในเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

คุณประภาพร บุญขจรกุล ผู้อำนวยการ  ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ซาวิลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “มีจำนวนกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยให้ความสนใจตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงลอนดอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยหนุนข้างต้น ก็ส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจลงทุน โดยแรงจูงใจอันดับแรกในการซื้อของนักลงทุนชาวไทย ก็คือเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย   ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีบุตรหลานศึกษาต่อที่อังกฤษ อีกทั้งยังเป็นการลงทุนที่จะเป็นมรดกล้ำค่าของครอบครัว สำหรับส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไปทั้งนี้ทำเลของ เทเลวิชั่นเซ็นเตอร์ (The Television Centre) มีความสะดวกสบายอย่างมากสำหรับการอยู่อาศัย ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วลอนดอนได้อย่างง่ายดาย”

ราคาห้องชุดของ The Ariel เริ่มต้นที่  595,000 ปอนด์ (27,768,650 บาท) สำหรับอพาร์ทเมนต์แบบสตูดิโอ ไปจนถึงกว่า 6 ล้านปอนด์ (280 ล้านบาท) สำหรับเพนต์เฮ้าส์ บริหารการขายโครงการผ่านตัวแทนขาย ซาวิลส์ (Savills) https://www.savills.co.th/