“บิ๊กต่าย” ไม่หนักใจ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง  ม.157 ปัดถูกทาบทามนั่งปลัด มท.

“บิ๊กต่าย” ไม่หนักใจ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง  ม.157 ปัดถูกทาบทามนั่งปลัด มท.
“บิ๊กต่าย” ยันไม่หนักใจถูก"บิ๊กโจ๊ก" ฟ้อง ม.157 ปัดข่าวถูกทาบทามไปเป็นปลัดมหาดไทย  ไม่ทราบข่าวลือ “บิ๊กต่อ” จ่อทิ้งเก้าอี้

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดใจถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่มติเห็นชอบกับ อนุฯ ก.ตร.วินัยว่า คำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ออกจากราชการเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย โดยยอมรับว่าได้มีการแถลงให้ที่ประชุม ก.ตร.รับทราบถึงที่ไปที่มาและเหตุผลในการออกคำสั่งดังกล่าว ก่อนที่จะออกมาด้านนอกและให้ในที่ประชุมได้ลงมติดังกล่าว พร้อมระบุ ภายหลังจากทราบผลตนเองรู้สึกว่า ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ตนเองทำหน้าที่ด้วยความสุจริตใจ ซึ่งช่วงเวลานั้นใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ โดยในช่วงเวลาดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกศาลออกหมายจับ และไม่ไปรับทราบข้อหาตามหมายเรียก ซึ่งในขณะที่พนักงานสอบสวนไปขอศาลออกหมายจับ ศาลได้นำเรื่องพฤติการณ์ทางคดีและพยานหลักฐานต่าง ๆ ไปพิจารณาโดยใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 1 วัน และยืนยันว่าทำไปด้วยความสุจริตใจไม่ได้ต้องการขัดแข้งขัดขาอย่างที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตั้งข้อสังเกต ส่วน ก.ตร.วานนี้(26 มิ.ย.)  ตนไม่ได้มีความดีใจหรือเสียใจ เป็นความรู้สึกปกติเพราะผลออกมาจากการพิจารณาออกคำสั่งของตนเองเป็นไปตามข้อกฎหมายข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ตามความร้ายแรงที่เกิดขึ้น เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

รอง ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่าผลที่ออกมา ตนเองไม่ได้สบายใจขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก แต่ต้องตัดความสบายใจหรือไม่สบายใจออกไปตั้งแต่แรกในการออกคำสั่งและปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ มองว่า ตนเองไม่สบายใจในเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการปฏิบัติหน้าที่ของปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในวันนี้มากกว่า ซึ่งใจอยากให้ปัญหาความขัดแย้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หายไปเพื่อให้ข้าราชการตำรวจทุกนายสบายใจประชาชนสบายใจและดูแลทุกภาคส่วนได้ดีมากขึ้น มองว่าหากปัญหาดังกล่าวหายไปตนเองจะสบายใจมากขึ้น

โดยในขั้นตอนหลังจากนี้ อยู่ที่ ก.พ.ค.ตร.จะพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งภายหลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ทำอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. ตนเองก็ได้ทำคำแก้อุทธรณ์ส่งไปให้ทาง ก.พ.ค.ตร.แล้ว และเชื่อว่า ก.พ.ค.ตร.อาจจะนำผลการพิจารณาของ อนุฯ ก.ตร.วินัย และผลการลงมติ ก.ตร.ไปพิจารณาด้วย ซึ่งตามขั้นตอนแล้วหากผลการวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร. ออกมาอย่างไร ตร.ก็ต้องปฎิบัติตาม ส่วนผลออกมาไม่เป็นคุณต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็เชื่อว่าคงจะไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุดในขั้นตอนสุดท้าย

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่าหากผลคำวินิจฉัย ของ ก.พ.ค.ตร.ออกมาไม่เป็นบวก ก็จะฟ้องร้องเอาผิดทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ตนมองว่าเป็นสิทธิ์ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สามารถทำได้ และเป็นธรรมดาที่ตำรวจจะโดนฟ้องจากผู้จับกุมผู้ที่ถูกตรวจค้น แต่อยากให้ทำด้วยความสุจริตใจและไม่ได้มีเจตนาใดแอบแฝง ซึ่งตนเองไม่ได้มีเจตนาใดๆ มองว่าตนเองสามารถตอบและชี้แจงต่อหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ได้ ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ก.ตร.เมื่อวานนี้มีแต่คณะกรรมการที่อยู่เป็นลูกน้องของ ผบ.ตร.นั้นว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คงมองว่าไม่เป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนและขอความเป็นธรรมได้ ซึ่งเป็นสิทธิ์แต่การฟ้องร้องขอให้มีข้อมูลและเหตุผลเพียงพอเพราะไม่เช่นนั้นผู้ถูกฟ้องก็คงต้องดำเนินการตามกฎหมายกลับไปเหมือนกัน แต่สำหรับตนเองไม่ได้วิตกกังวลอะไร เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามต่อไป ซึ่งเป็นมุมมองความคิดที่ขยายออกไปได้แต่ตนเองได้ให้เหตุผลไปแล้ว

ทั้งนี้ ภายหลังจาก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล กลับมาปฏิบัติราชการแล้วก็ได้มีการทักทายกันตามปกติและได้ทำงานร่วมกัน ก็มีการทักทายกันปรึกษางานกันตามปกติไม่มีอะไร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชน

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ จะทิ้งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องนี้ไม่ทราบข่าวจริงๆ แต่เชื่อว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับมาก็ต้องทำงานของตนเองส่วนเรื่องอื่นเชื่อว่าท่านจะต้องไปพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมเอง ส่วนที่มีการมอบหมายให้ตนเองไปประชุม ผบ.เหล่าทัพ หรือแม้แต่การประชุมติดตามผลการปิดล้อมกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดวันนี้ ที่นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผ่านระบบทางไกลนั้น ชี้แจงว่าการประชุม ผบ.เหล่าทัพ เป็นเพราะ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ มีการมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ก่อนนานแล้ว ส่วนการประชุมฯ วันนี้ ตนเองเป็น ผอ.ศอ.ปส.ตร.ก็ต้องมาประชุมเองและมีการมอบหมายไว้แล้ว ยืนยันว่าไม่มีอะไรและทำงานกันได้อย่างปกติ

ส่วนการประชุม ก.ตร.วานนี้มีจังหวะหนึ่ง ที่นายกรัฐมนตรี ได้เดินมาตบไหล่ตนเองเบาๆ นั้น เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ชี้แจงว่าเป็นการทักทายตามปกติไม่มีอะไร เพราะตนเองก็เพิ่งพ้นจากหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.ในช่วง 3 เดือน ก็ได้ทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด และเป็นวันแรกที่นายกรัฐมนตรีเข้ามาหลังจากที่ตนเองพ้นหน้าที่รักษาการก็คงเป็นการทักทายตามปกติ พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีการทาบทามให้ตนเองไปรับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยและหากมีทาบทามตนเองก็ไม่ไปเพราะรักอาชีพตำรวจและคงจะอยู่จนเกษียณอายุราชการ

TAGS: #บิ๊กโจ๊ก #บิ๊กต่อ #บิ๊กต่าย