“ภราดร” คาดถกวิป 3 ฝ่าย 20 ต.ค. เคาะกรอบซักฟอก สะดวก 3 วัน 27-29 ต.ค. ชี้ "อนุทิน" เพื่อนเยอะ ไม่แปลก กินข้าวกับ “ธรรมนัส“ ปัดข่าวยุบรวม เผยงบกลาง 69 ใช้หมดแล้ว รอ ปภ.สำรวจเติมงบคาดแตะหมื่นล้าน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ถึงการนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อตกลงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รอการประสานงานจากวิปรัฐบาลมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนพร้อมเข้าเจรจา คาดว่าจะมีการประชุมนัดหารือกันในวันที่ 20 ต.ค.นี้
นายภราดร ชี้แจงถึงข้อเสนอเวลาอภิปราย 3 วันว่า ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ใช้วันที่ 27-29 ต.ค. ในการอภิปราย และลงมติในวันที่ 30 ต.ค. เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยในวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ ส่วนวันที่ 30-31 ต.ค. นายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ จึงต้องพูดคุยกับฝ่ายค้านด้วยเหตุและผล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมั่นใจในเสียงโหวตสภาตามที่เลขาธิการพรรคเพื่อไทยได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้
ส่วนกรณีปรากฏภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม นั้น นายภราดร กล่าวว่า นายกฯ เป็นคนมีเพื่อนเยอะ และสนิทสนมกับ ร.อ.ธรรมนัส อยู่แล้ว การไปทานข้าวกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนกระแสข่าวการควบรวมพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม รวมถึงการดึงพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลหรือการปรับ ครม. หลังจบศึกซักฟอก ถือเป็นเรื่องของอนาคตและเป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
สำหรับความคืบหน้าการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม นายภราดร ระบุว่า งบกลางปี 2569 จำนวน 4,700 ล้านบาท ที่จัดสรรไว้เมื่อเดือนกันยายนได้ใช้หมดแล้ว แต่ยังมีประชาชนที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา โดยคาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบราว 1,000,000 ครัวเรือน และอาจใช้วงเงินเยียวยารวมแตะ 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำงบกลางปี 2570 ที่มีอยู่อีกประมาณ 99,000 ล้านบาท มาใช้ดูแลอย่างเสมอภาค ขณะนี้รอเพียงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปตัวเลขเพื่อเสนอ ครม. พิจารณา โดยพื้นที่ต่างจังหวัดเสนอตัวเลขเข้ามาเกือบครบแล้ว และ จ.อ่างทอง ได้รับเงินเยียวยาไปแล้วประมาณ 90%
“จากภาระงบประมาณเยียวยาน้ำท่วมที่สูงถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ยืนยันว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกต้องในการออกนโยบายซื้อประกันภัยพิบัติ 3 ภัย ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะยาว” นายภราดร กล่าว
นอกจากนี้ การดึงงบกลางมาเร่งโครงการระบายน้ำในพื้นที่ กทม. สามารถทำได้หากเป็นโครงการเร่งด่วน ฉุกเฉิน และอยู่นอกเหนืองบประมาณปกติ โดยหากมูลค่าโครงการต่ำกว่า 100 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็สามารถอนุมัติใช้างบกลางดำเนินการได้ทันที