“ณัฐพงษ์” ย้ำฝ่ายค้านต้องตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่ “พริษฐ์” แจงปรับโครงสร้างวิปฝ่ายค้าน หวังแยกบทบาทให้ชัด ไม่ใช่ความขัดแย้ง พร้อมเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยถึงกรณีพรรคกล้าธรรม ว่า ในการทำงานในระบบรัฐสภาใครที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลต้องทำหน้าที่ในฝ่ายค้านทั้งหมด สิ่งที่เราคาดหวัง คือคนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบตนเองอย่างเต็มที่ ยืนยันว่า การออกมาแสดงความเห็นจากตัวแทนของพรรคกล้าธรรม บางครั้ง อาจจะประสานงานโดยไม่มีการพูดคุยมาก่อน ซึ่งในทางการเมืองอาจจะไม่ใช่การให้เกียรติกันหรือไม่ ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยเป็นแบบนั้น ซึ่งนายพริษฐ์ ได้ประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านโดยตลอด และนายพริษฐ์ อยากเห็นพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล
ส่วนประเด็นปัญหาช่องว่างในการประสานงานภายในพรรคกล้าธรรม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่สามารถรู้ได้ว่าการประสานงานภายในพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไร แต่อยากเห็นฝ่ายค้านทุกพรรคดำเนินการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวเสริมว่าภายหลังการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 วาระที่ 3 สส.ของพรรคกล้าธรรมมีมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งขัดกับมติของฝ่ายค้าน ประกอบกับความชัดเจนของพรรค จะรวมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ และเมื่อเปิดอภิปรายแล้วจะลงมติอย่างไร เองได้มีการหารือกับตัวแทนของพรรคกล้าธรรม ว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร จึงนำมาสู่การสรุปว่าจะมีการปรับองค์ประกอบของวิฝ่ายค้าน พร้อมย้ำว่าไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นการแยกกลไกการทำงานให้ชัดเจน
ส่วนการทำงานหลังจากนี้ พรรคฝ่ายค้านก็คงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งก็จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะทำญัตติให้เสร็จภายในเดือนนี้
นายพริษฐ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคกล้าธรรม ให้ความร่วมมือในการประชุมและประสานงานกันมาโดยตลอด แต่ก็มีการขัดมติวิฝ่ายค้านโดยให้เหตุผลว่า ต้องการให้ประเทศมีงบประมาณ ซึ่งเรามองว่าอาจจะไม่สมเหตุสมผลทั้งหมด เพราะในมุมของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับประเทศจะมีงบงบประมาณ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดสรร ซึ่งการที่พรรคกล้าธรรมลงมติเห็นชอบ สะท้อนเจตนารมย์ที่อาจสนับสนุน และงบประมาณอาจจะเป็นเส้นแบ่งของการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านและรัฐบาลมาโดยตลอด
ด้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การจะดูว่าเสียงฝั่งใดเพิ่มขึ้น ต้องถามฝั่งพรรคกล้าธรรม ตกลงว่าจะไปเพิ่มเสียงให้ฝั่งใด ปัจจัยสำคัญ คือ การเคารพการทำงานในฝ่ายค้านด้วยกัน สาระสำคัญจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จต่อสังคม เพราะเริ่มมีข่าวลือ เราจะต้องชี้แจงว่าที่ผ่านมาการพูดคุยในวิปว่าจะลงมติ พ.ร.บ.งบอย่างไร แต่กลับมีการอ้างว่าพูดคุยกันในพรรคและเปลี่ยนกันวันนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นกระบวนการไม่ถูกต้อง ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน หากปล่อยให้มีการทำงานแบบนี้ วิปฝ่ายค้านก็จะทำงานลำบาก
สำหรับเรื่องนาฬิกา ส่วนตัวขออ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.พรรคกล้าธรรม ว่าความสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรี และ ร.อ. ธรรมนัส ไม่ได้มีความขัดแย้งกันและเดินหน้าด้วยดีมาโดยตลอด ไม่ว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวจะเป็นอย่างไร แต่การทำหน้าที่ในสภาฯ เป็นตัวชี้วัดมากกว่าว่าคุณทำหน้าที่สส. ในฐานะฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลกันแน่
นายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า การปรับโครงสร้างของวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่การเติมเสียงให้รัฐบาล หากพูดกันเรื่องเสียง การอยู่ร่วมในฝ่ายค้านก่อนหน้านี้ ไม่ได้เป็นเหตุให้พรรคกล้าธรรมไปเติมเสียงรัฐบาล ในวาระงบประมาณ การจะอยู่ไม่อยู่ในวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่ตัวกำหนด ว่าเสียงของพรรคกล้าธรรม จะไปในทิศทางใด แต่สิ่งที่พยายามจะปรับ องค์ประกอบของฝ่ายค้านคือต้องการให้เกิดความชัดเจน ว่า พรรคการเมืองใดจะทำหน้าที่ใด