“อภิสิทธิ์” เตือนผลวินิจฉัย กกต. ปมฮั้ว สว. อาจกลายเป็น “ผลไม้พิษ” ทำลายระบบการเมือง

“อภิสิทธิ์” เตือนผลวินิจฉัย กกต.  ปมฮั้ว สว. อาจกลายเป็น  “ผลไม้พิษ” ทำลายระบบการเมือง
“อภิสิทธิ์” จี้ กกต. ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา ชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” เตือนหากใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยอาจกลายเป็น “ผลไม้พิษ” กระทบระบบการเมืองและเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยเรียกร้องให้ กกต. ยึดกฎหมายและบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยมีมาก่อน เพื่อป้องกันความสับสนและข้อครหาเรื่องการใช้ 2 มาตรฐาน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าผู้ใดผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดทุจริตหรือรู้เห็นจนทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น

พร้อมยกตัวอย่างบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาและแนวทางที่ กกต. เคยใช้ในการเลือก สว. ปี 2562 และคดีเลือก สว. ปี 2567 โดยระบุว่า ศาลเคยวินิจฉัยกรณีแลกเปลี่ยนคะแนน การจับคู่ลงคะแนน การตกลงเลือกไขว้ การเสนอผลประโยชน์ การจัดเลี้ยง ตลอดจนการส่งข้อความหรือโทรศัพท์ขอแลกคะแนน ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่นและขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือก สว.

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน มีความร้ายแรงและเป็นขบวนการใหญ่กว่าคดีที่ กกต. เคยส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาก่อนหน้านี้ หาก กกต. ไม่ยึดบรรทัดฐานเดิมที่ กกต. เคยใช้และศาลเคยรับรอง อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือใช้ 2 มาตรฐาน และอาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ส่วนกรณีกรรมการ กกต. 4 คนที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลอาจถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่หากกฎหมายกำหนดให้ต้องเข้าร่วมประชุม ทางออกตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีมีการอภิปรายในสภาเปรียบเทียบประเด็น “ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ” โดยอ้างว่ากระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในกรณีของ พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย ว่ากระบวนการของอนุกรรมการและ DSI ไม่ได้มีสิ่งใดผิดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หาก กกต. ใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. เองอาจกลายเป็น “ผลไม้พิษ” จาก กกต. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับวุฒิสภาและพรรคการเมือง พร้อมเตือนว่าผลที่ตามมาอาจกระทบต่อระบบการเมืองและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

“ถ้า กกต. ในวันที่ 14 ใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะเป็นผลไม้พิษ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า หากวันที่ 14 กันยายน กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบเพียงเท่านั้น โดยพรรคประชาธิปัตย์พร้อมสนับสนุนด้านข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแก่ผู้เสียหาย ซึ่งหมายถึงกลุ่ม สว. สำรอง เพื่อนำคดีเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ส่วนกรณีภาคประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และสะท้อนว่าสังคมต้องการเห็นความถูกต้อง ไม่ต้องการให้ระบบถูกครอบงำบนพื้นฐานที่ไม่ถูกต้อง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง เพื่อไม่ให้คดีดังกล่าวกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรุนแรงในสังคม

TAGS: #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #พรรคประชาธิปัตย์ #กกต #ฮั้วสว #สมาชิกวุฒิสภา #สว