“อนุทิน” สยบข่าวทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ย้ำรัฐบาลดูแลนักลงทุนเดิมเต็มที่ พร้อมสั่งทบทวนเกณฑ์ EV ป้องกันค่ายรถเดิมเสียเปรียบ ชี้เงินลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกทะลุ 5.3 แสนล้านบาท ยังไม่เห็นสัญญาณย้ายฐานจากไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเดิมว่า ประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์และลงทุนอยู่ในประเทศมาเป็นเวลานาน พร้อมเปิดกว้างในการปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้มีความคล่องตัวต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อรักษาฐานการผลิตและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“นโยบายหลักของรัฐบาลคือการเปิดกว้างและพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากไทยมีห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ทั้งเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี และระบบต่าง ๆ ซึ่งผลิตในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิมควบคู่กับการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์ใหม่
“นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้น ๆ มานานมาก จนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา ไม่ใช่เวลาต้องการเขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เวลาเขาไปได้ดีแล้วเรามาเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ ภายหลัง” นายอนุทินกล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นายอนุทินเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางดูแลนักลงทุนจากประเทศต่าง ๆ และทบทวนโครงสร้างมาตรการส่งเสริมที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมเสียเปรียบจากเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
รัฐบาลมีแนวทางปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ ให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตแต่ละประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า
นายอนุทินกล่าวว่า แม้ในระยะแรกของการผลิตรถยนต์ EV จะยังมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ในระยะต่อไปจะเกิดห่วงโซ่อุปทานใหม่ภายในประเทศ ทั้งแบตเตอรี่ ระบบคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการลงทุนและการผลิตภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการดึงดูดและรักษาเงินลงทุนในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า หากพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังไม่พบสัญญาณว่าการลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัวหรือมีการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย โดยปีที่ผ่านมาเงินลงทุนจากต่างประเทศมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีเงินลงทุนจริงเข้ามาแล้วประมาณ 530,000 ล้านบาท
“ต้องยึดถือตัวเลขเป็นหลัก ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในปีที่แล้วทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีมีเงินลงทุนจริงเข้ามาแล้ว 530,000 ล้านบาทแล้ว จึงยังไม่เห็นว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตหรือมีการชะงักของเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยสาเหตุที่บอกว่าประเทศไทยไม่พร้อม” นายอนุทินกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการรักษาฐานอุตสาหกรรมเดิมกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยยังสามารถรองรับการลงทุนจากทั้งผู้ผลิตญี่ปุ่นและผู้ลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ได้ในระยะต่อไป