"รังสิมันต์" เปิด 3 ปมร้อน จี้สอบสินบน 40 ล้าน-ทุจริตสอบท้องถิ่น ตั้งคำถามรัฐรับ "มิน อ่อง หล่าย"

รังสิมันต์ โรม เปิด 3 ประเด็นร้อนก่อนประชุม กมธ.กฎหมายจี้ตำรวจแจงเหตุ นายคิว ยังไร้หมายจับคดีเว็บพนัน เร่ง ปปง. ตรวจเส้นทางการเงินคดีทุจริตสอบท้องถิ่นพร้อมตั้งคำถามรัฐบาลกรณีเตรียมต้อนรับมิน อ่อง หลาย

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยก่อนการประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ว่า ที่ประชุมจะติดตามความคืบหน้าหลายประเด็นสำคัญ ทั้งคดีสินบน 40 ล้านบาท การทุจริตสอบท้องถิ่น และสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จี้ตอบปม "นายคิว" ยังไร้หมายจับ คดีสินบน 40 ล้านบาท

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในช่วงเช้า พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ จะเข้าชี้แจงต่อ กมธ. ในคดีสินบน 40 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยประเด็นที่สังคมจับตาคือกรณี "นายคิว" ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ดูแลเว็บพนันกว่า 4,000 เว็บไซต์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือดำเนินคดี ขณะที่บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องถูกออกหมายเรียกแล้ว

เขาตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ประเด็น คือ นายไชยชนกอาจแจ้งความกล่าวหาเท็จ หรือหากการร้องทุกข์มีมูล ก็อาจเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้นายคิวยังคงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ถูกดำเนินคดี พร้อมตั้งคำถามว่าท้ายที่สุดคดีจะถูกปล่อยให้ค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่

ตั้งคำถามถึงรัฐบาลรับ "มิน อ่อง หล่าย" ชี้แก้ปัญหาว้าไม่ได้

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังแสดงความเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เพื่อหารือปัญหาชายแดนและสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก โดยเห็นว่าควรแยกพิจารณาเป็นรายประเด็น

โดยระบุว่า ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกมีต้นตอมาจากพื้นที่ของกองกำลังว้า ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารเมียนมา การเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่น่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา พร้อมยกข้อมูลจากการประชุมกรรมาธิการที่ระบุว่า แม้มีการพูดคุยก็ "ทำไปก็เท่านั้น" เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่มีอำนาจสั่งการกองกำลังว้าได้

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรมีมาตรการที่ชัดเจนต่อกองกำลังว้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาหลายด้าน ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และล่าสุดคือปัญหาสารพิษ พร้อมเตือนว่าการเปิดทำเนียบรับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา อาจถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลดังกล่าว โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลไทยต่อฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน หลังรัฐบาลทหารเมียนมาประกาศชัดว่าจะไม่ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักในการกำหนดนโยบายต่อเมียนมา

เดินหน้าสอบทุจริตสอบท้องถิ่น จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์

อีกประเด็นที่ กมธ. จะติดตาม คือ คดีทุจริตสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น โดยนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อมูลยืนยันรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตกว่า 5,900 ราย ซึ่งอยู่ในแฟลชไดรฟ์และอยู่ในความครอบครองของ ป.ป.ช. แล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยว่าขบวนการทุจริตมีเพียงเครือข่ายเดียวหรือมีหลายเครือข่าย

โดยเห็นว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการขยายผลเส้นทางการเงินและดำเนินคดีฐานฟอกเงิน พร้อมเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ใช้อำนาจตามกฎหมายติดตามและอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากไม่เร่งดำเนินการ ผู้กระทำผิดอาจสามารถซ่อนหรือโอนทรัพย์สินได้ ส่งผลให้รัฐไม่สามารถเรียกทรัพย์สินกลับคืนได้ แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาว่ามีความผิด

ตั้งข้อสังเกตฝ่ายการเมืองอาจลอยนวล

นอกจากนี้นายรังสิมันต์ ยังตั้งคำถามว่า การดำเนินคดีในปัจจุบันอาจเป็นเพียงการ "ตัดตอน" ข้าราชการระดับปฏิบัติการ ขณะที่ผู้มีบทบาททางการเมืองยังไม่ถูกตรวจสอบ

เขาระบุว่า กรรมการจัดทำทีโออาร์บางคนเคยเป็นผู้ใกล้ชิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาการทุจริต ไม่ใช่เพียงรับผิดชอบเฉพาะความสำเร็จของนโยบาย

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การแจ้งความดำเนินคดีกับอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือผู้เกี่ยวข้องบางราย ยังไม่อาจถือได้ว่าคดีสิ้นสุด เพราะยังต้องมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงติดตามให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

เขายังแสดงความกังวลต่อบทบาทของ ป.ป.ช. ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระและความโปร่งใส พร้อมยืนยันว่า กมธ. จะเดินหน้าตรวจสอบต่อไป เพื่อไม่ให้คดีทุจริตขนาดใหญ่จบลงโดยไม่มีผู้รับผิด และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการใช้ "ตั๋วนักการเมือง" หรือโควตาทางการเมืองในการสอบบรรจุบุคลากรท้องถิ่นในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายรังสิมันต์ เปิดเผยว่า ได้เชิญนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เข้าชี้แจงต่อ กมธ. แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ โดยเห็นว่าหากรัฐบาลมั่นใจในการดำเนินการ ก็ควรเข้ามาชี้แจงต่อฝ่ายตรวจสอบอย่างเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

TAGS: #รังสิมันต์โรม #พรรคประชาชน #กมธกฎหมาย #สินบน40ล้าน #เว็บพนัน #นายคิว #ทุจริตสอบท้องถิ่น #ปปง #ปปช