"อนุทิน" ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนนำเข้าที่ประชุมสมช. วันนี้ ลั่นไทยกำลังสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดน บอกอะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา พร้อมแจงเหตุไม่ร่วมดีเบต ยังทำหน้าที่นายกฯ ขอทุ่มเวลาแก้ปัญหาอธิปไตย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีไม่เข้าร่วมเวทีดีเบตทางการเมืองว่า ขณะนี้ตนยังทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ประเทศไทยมีปัญหาหลายด้านที่ต้องเร่งจัดการ และประเทศต้องมีรัฐบาลทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงนี้ตนต้องเข้าประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาประเด็นด้านอธิปไตย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก
นายอนุทิน ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ ยุติความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชน รวมถึงความสูญเสียของทหารให้ได้โดยเร็ว ส่วนเรื่องการหาเสียงนั้น พรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวนโยบายไปแล้วก่อนหน้านี้ และใช้เวลาของประชาชนไปพอสมควร หลังจากนี้ยังมีเวลาอีกกว่า 40 วัน ที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะนำเสนอนโยบายให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง
“สไตล์การทำงานของผม ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งทุกเรื่อง ถ้าผมเก่งทุกอย่าง คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ ผมทำงานเป็นทีม ใครถนัดด้านไหนก็ให้ทำด้านนั้น ส่วนตัวผมไม่ใช่คนพูดเก่ง ไม่ชอบการตอบโต้ ไม่อยากไปกล่าวหาใคร หรือไปนั่งแก้ตัวในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน ยังระบุด้วยว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วขึ้นเวทีดีเบต ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะยังมีภารกิจของประเทศอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่สามารถสลับบทบาทได้ทันที จึงเลือกโฟกัสการทำงานให้เต็มที่ พร้อมย้ำว่ามีความชัดเจนในนโยบาย “ภูมิใจไทยพลัส” และตั้งใจทำงานตามที่ได้ประกาศไว้
“ผมพูดไม่เก่ง และการพูดในเวทีดีเบตที่มีเวลาจำกัด บางครั้งได้พูดกันแค่คนละ 2 นาที ไม่ใช่รูปแบบที่ผมถนัด ผมจะทำได้ดีกว่าเมื่อมีโอกาสอธิบายอย่างเป็นระบบ หากต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาก่อน ยังไม่ทันได้นำเสนอนโยบาย ก็อาจทำให้เสียเวลาของผู้ฟัง”
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนมีแนวทางการสื่อสารกับประชาชนในแบบของตนเอง และยังมีเวลาอีกกว่า 40 วันที่จะเดินสายพบพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่อส่งต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจน
ย้ำยึดโหวตเตอร์ ขออย่ากล่าวหาพรรคไหนใช้ทุนเทา
นายอนุทิน กล่าวถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล แต่หลายพรรคกลับปฏิเสธไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ทำให้เกิดความกดดันกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ฟังการตัดสินจากประชาชน
ส่วนการที่ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า บอกว่าถ้าไม่มีใครจับมือจะจับมือกันเอง นายอนุทินกล่าวว่าฟังผลการตัดสินใจของประชาชน ที่ผ่านมาทำแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยผ่านการเลือกตั้งมา 3 ครั้ง ก็ไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานของประชาชน จากการเลือกตั้ง ซึ่งตนพูดย้ำทุกเวทีว่า ที่ผ่านมาได้แปลงการตัดสินใจของประชาชน มาเป็นความต้องการของประชาชน ยึดหลักนี้มาตลอด ขอความกรุณาไม่ถามว่าใครจะจับกับใคร ตนไปกับประชาชน ไปกับ VOTER ของตน
เมื่อถามว่าตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินว่าพรรคใดใช้ทุนเทา นายอนุทิน กล่าวว่า จะไปเชื่อเรื่องการกล่าวหา การให้ร้าย คนใดคนหนึ่งพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือก่อนที่ศาลหรือกระบวนการยุติธรรมจะตัดสิน ทำแบบนั้นคงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือดูอีก 46 วันก็จะรู้แล้วว่าประชาชนต้องการอะไร
ส่วนที่ นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศจะตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกพรรคแข่งกันหมด ไม่เห็นแปลกอะไรเลย ก่อนจะย้ำว่า ส่วนตัวไม่เคยแข่งกับใคร แต่แข่งเสนอนโยบาย แข่งกับตัวเอง ทำอย่างไรให้ประชาชนรับนโยบาย และเชื่อมั่นในตัวพรรคภูมิใจไทย และกาพรรคภูมิใจไทย
ส่วนความมั่นใจในนโยบายที่ประกาศออกไปจะทำให้จำนวน สส.วิ่งถึงหลักร้อย นายอนุทิน กล่าวว่า ”ต้องมั่นใจสิครับ“ พร้อมกล่าวต่อว่าเพราะไม่ได้ทำคนเดียว เมื่อก่อนพรรคภูมิใจไทยอาจมีขาด ๆ เกิน ๆ บ้าง บางส่วนอาจไม่แข็งตรงนี้อาจจะหา ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ พรีเซนต์กับประชาชนไม่ขาด แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยพรีเซนต์ขาดหมด ทั้งมิติเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง สังคม การศึกษา และสุขภาพ รอบนี้เราระบุชื่อคนได้เลย
ภายหลังเปิดนโยบายก็มีนักร้องเข้ามาร้องเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการสัญญาว่าจะกลับมาใช้หนี้โครงการคนละครึ่งพลัส 2,400 บาท นายอนุทิน กล่าวว่าไม่ต้องหวัง ตนไม่มีถุงอะไรไปแขวนหน้าประตูบ้านอย่างแน่นอน
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยใช้ม.112 มาเป็นนิทานหลอกเด็ก ว่า มาตรา 112 ไม่เคยเป็นนิทานหลอกเด็ก เพราะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพรรคประชาชนอีก ในปี 2552 ตั้งแต่สถาปนาพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้ชอบใช้คำว่าสถาปนา เพราะชอบเวลาที่กองทัพใช้คำว่าสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดน
เมื่อถามย้ำว่า นายณัฐพงษ์ ระบุว่าไม่อยากให้เอาเรื่องนี้ไปหลอกประชาชนให้เลือกระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ถ้าคิดจะแก้มาตรา 112 อยู่ ตนก็ร่วมด้วยไม่ได้ ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้าเขาตกผลึกแล้ว อนาคตก็มาแก้ไขได้ ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว่ามีความคิดที่จะแก้ไขอยู่ แล้วใครหลอกประชาชนกันแน่ ซึ่งตนไม่หลอกแน่นอน มีแตะมาตรา 112 เมื่อไหร่ ก็ไม่มีพรรคภูมิใจไทย ตนไม่ได้หลอก ชัดเจนจนไม่รู้จะชัดเจนอย่างไรแล้ว
ส่วนกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าว ระบุว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจผิดเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เพราะพรรคประชาชนต้องการแก้แค่เฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมองว่าเรื่องนี้ นิรโทษกรรม คือคนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 แล้วไม่ต้องรับผิด ซึ่งก็ไม่ใช่แนวทางของพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้เข้าใจผิด
เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ปิดประตูพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง รวมถึงพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยึดประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา การไปพูดมัดตัวเองไว้ก่อนแล้วทำกันไม่ได้ และมองข้ามประชาชนไป แล้วยังจะให้ไปมัดตัวเอง ตนถึงบอกว่าไม่หลอกประชาชน ตนขอฟังประชาชนก่อน การจะจับตนไปมัดกับใครคือประชาชน
ทั้งนี้ ในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คาดหวังว่าจะมีการกระหน่ำโทรศัพท์เข้ามาหรือไม่ นายกรัฐมนตรีร้องเพลง “ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝาก” ก่อนจะออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนนำเข้าที่ประชุมสมช. วันนี้
ทั้งนี้นายอนุทิน กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุม GBC ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีพล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ ซึ่ง เรียนกลับมาว่า หากทุกอย่างเรียบร้อย ก็จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมสมช. เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สามารถไปร่วมลงนามได้
ส่วนจะได้ข้อสรุปหรือไม่ เพราะทางกัมพูชาต้องการจะให้เข้าไปสู่ข้อตกลงเดิมในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า ข้อตกลงปฏิญาณกัวลาลัมเปอร์ไม่มีอะไรที่เสียหาย เช่น การถอนทหาร ถอนจุดไหน ถอนอย่างไร ก็ได้ให้นโยบายไปว่า ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ แต่ไทยถูกยิงเข้ามาตลอด เพราะฉะนั้นการถอน การหยุด ก็ขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปสักพักหนึ่ง ไทยก็จะถอน
ทั้งนี้ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ฝ่ายไทยต้องมีการถอนกำลังมาสู่พื้นที่ที่เรายึดได้หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ไม่มีตรงไหนที่มีการเขียนแบบนั้น เราไม่ได้ยึด แต่เราสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของเรา พร้อมบอกว่า สื่อจะถามแบบนี้ไม่ได้ ถามแบบนี้ประชาชนเข้าใจผิดทั้งหมดเลย แล้วจะทำให้การเจรจาลำบาก อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงประชุม GBC กัมพูชาก็ยังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณประสาทตาควาย ที่ไทยสถาปนาพื้นที่แล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า กัมพูชาวางไว้นานแล้ว มันถึงอยู่ในข้อ 2 ของข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขออย่าไปย้ำเพราะเราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว อย่าว่าแต่ขาเลย นี่คือสิ่งที่เราแสดงความเป็นประเทศไทยอยู่ ไม่ใช่ว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ