"อภิสิทธิ์"​ จี้ รัฐบาลต้องแจงโลก กัมพูชา ละเมิดปฏิญญา สกัด สหรัฐฯ ใช้ภาษีกดดัน​ ขอบคุณผลโพลหนุน ถือเป็นกำลังใจ

"อภิสิทธิ์​" แนะ ​รัฐบาล​ แสดงจุดยืนให้ชัด​ ​"กัมพูชา" ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ​ ต้องแจงโลก​ สกัดสหรัฐฯ ใช้ภาษีกดดัน​ ขอบคุณผลโพลหนุน ถือเป็นกำลังใจ ชู 2 แนวทางทำนโยบาย บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโตขึ้น

นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ท่าทีของนายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อกรณีการเจรจาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ และสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ว่า​ เรื่องนี้ทุกคนเห็นตรงกันสิ่งสำคัญคือเรื่องอธิปไตย และทุกคนอยากสนับสนุนกองทัพฝ่ายความมั่นคงในการปฏิบัติภารกิจ แต่ตนขอย้ำอีกครั้งว่าเรามักตั้งคำถามที่ผิด ว่าจะเลือกการทหารหรือการทูต แต่ความจริงไปด้วยกัน เพราะการทูตที่แข็งแกร่งจะทำให้ทหารทำงานได้ง่าย​ พร้อมยกตัวอย่างว่า หากทะเลาะกัน แล้วคนโดยรอบมองว่าคุณเป็นฝ่ายถูกจะง่ายขึ้น​ และหากคนทั้งโลกมองว่าคุณเป็นฝ่ายผิดก็จะทำให้เหนื่อยขึ้น​ เพราะฉะนั้นการทูตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะทำให้ฝ่ายทหารความมั่นคง ทำงานได้เต็มที่​ แล้ววันนี้มีเรื่องที่รัฐบาลทำข้อตกลงไว้ โดยมีทั้งสหรัฐอเมริกาและประธานอาเซียนเป็นพยาน ซึ่งสหรัฐแต่ไหนแต่ไร มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมา ประธานาธิบดีมักจะใช้ภาษีไม่ใช่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ​อย่างเดียว​ อย่างตอนที่ปรับขึ้นอัตราภาษีจีน และประเทศอื่นในภูมิภาค ก็อ้างเรื่องยาเสพติด การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และบางประเทศขู่ถึงการเมืองภายในประเทศ เพราะฉะนั้นหากจะคิดและพยายามให้เขาไม่ทำ คงห้ามไม่ได้เพราะเป็นนโยบายของสหรัฐฯ​ แต่เราสามารถยืนยันได้ว่าไม่นำทั้งสองเรื่องมาผูกกัน

นายอภิสิทธิ์​ ยังย้ำว่าวันนี้รัฐบาลจะต้องมีสมาธิ​ เรื่องการค้าวันนี้ สหรัฐฯ จะเจรจาหรือไม่​ ขอถามว่าวันนี้เราพร้อมเจรจามากแค่ไหน เพราะสหรัฐได้ตั้งเป้าไว้อยู่แล้วว่า จะต้องเกิดความชัดเจนในการเจรจาภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียงเดือนครึ่ง แต่วันนี้สิ่งที่รัฐบาลเคยไปตกลงกรอบความร่วมมือ ทั้งเปิดการนำเข้าสินค้าเกษตร รายการนำเข้าสินค้าโดยไม่เก็บอัตราภาษีกว่าร้อยละ 90 หรือยอมรับมาตรฐานการตรวจสอบ ของสหรัฐฯ​ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไทยพร้อมแล้วหรือยัง รวมไปถึงได้บอกคนไทยแล้วหรือไม่ และเตรียมมาตรการสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้วหรือไม่ พร้อมกับย้ำว่าควรทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนการเจรจาจะได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องทางการทูตที่ค่อยไปว่ากัน

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวอีกว่า หากฟังข่าวประเด็นดังกล่าวยังอาจเกิดความสับสน สหรัฐแจ้งว่าจะระงับ แต่ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังว่าได้พูดคุยกันแล้ว ไม่มีปัญหา แต่ตนอยากจะนำเสนอว่าควรตรวจสอบก่อน ว่าสหรัฐเคยระงับการเจรจากัมพูชาหรือไม่ เนื่องจากจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สหรัฐฯ เชื่อใคร​ พร้อมย้ำว่าประชาธิปัตย์เคยยืนยันว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ฉะนั้นจะต้องดูว่า สหรัฐฯเชื่อเราหรือไม่ เพราะหากเชื่ออย่างน้อยก็ต้องระงับการเจรจากับกัมพูชาด้วย

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า รวมถึงจากที่ได้ฟังการการแถลง ของนายกรัฐมนตรีและประธานอาเซียน ขอให้รัฐบาลเอาให้ชัดว่ าตกลงเราเดินตามปฏิญญาสันติภาพหรือไม่ เพราะจากที่ฟังจากประธานอาเซียน เขาคิดว่าไทยเดินตามปฏิญญา จึงสันนิษฐานว่า ที่สหรัฐบอกว่าไม่ติดใจ เพราะเราเดินตามปฏิญญาหรือไม่ หากใช่ รัฐบาลจะต้องบอกให้คนไทยเข้าใจ และต้องดำเนินการตามปฏิญญา โดยไม่มีข้อจำกัดในการรักษาอธิปไตย และหากไม่ใช่ ก็ต้องรับผลที่ตามมา ว่าเราจะทำความเข้าใจกับโลกอย่างไร​ ว่าที่ไทยไม่ทำตามปฏิญญา เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดก่อน ซึ่งนี่เป็นการบ้านใหญ่ที่ตนอยากจะฝากแนะนำรัฐบาล ควรจัดประเด็นนี้ให้เกิดความชัดเจน เพราะตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากจะอยากนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ยังอยากสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งสองเรื่อง ทั้งอธิปไตยและการเจรจาการค้า

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี จะแนะนำอะไรกับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องทำให้โลกเข้าใจให้ได้ ว่าไทยไม่ใช่เป็นคนผิดปฏิญญา และอะไรที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อรักษาอธิปไตย ต้องให้เข้าใจว่าเราไม่ใช่ผู้ละเมิด​ และการรักษาความสัมพันธ์ด้านอื่นก็ต้องดำเนินต่อไปอย่างปกติ และต้องให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นความจริง ด้วยการพิสูจน์ผ่านหลักฐานต่างๆ

เมื่อถามว่าหากสหรัฐใช้มาตรการภาษีกดดันไทยควรปฏิบัติเช่นไร นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าเราอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง ก็ต้องมั่นใจว่าเราชี้แจงเขาได้ และควรกดดันฝ่ายที่เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง

นายอภิสิทธิ์ เผย ถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่พบว่าพรรคมีคะแนนดีขึ้นนั้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้มีขึ้นและมีลงตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการแข่งขันกับตัวเองและการแข่งขันกับเวลา เพราะเวลามีจำกัดมากแต่มีงานที่ต้องทำเยอะมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายตัวผู้สมัคร ส่วนการแข่งขันกับตัวเองเนื่องจากเรารู้ว่าเราต้องการให้ประชาชนเห็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแนวทางทั้งในแง่การเมืองและสิ่งที่จะทำให้กับประเทศ ฉะนั้นเรื่องโพลถือเป็นกำลังใจ แต่งานหนักรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก

ส่วนนโยบายหลักที่จะชูในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า ต้องรีบบอกเลยหรอ ซึ่งความเป็นจริงมีสองเรื่องหลัก ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศ 1. ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไขไม่ได้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลระหว่างสถาบันและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัดทั้งสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ 2. ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน หากยังโตอยู่แค่ร้อยละ 1 ร้อยละ 2 ต่อเนื่องแบบนี้เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เราจะไม่มีทรัพยากรมาดูแลผู้สูงอายุนำมาสร้างระบบสวัสดิการที่มีความจำเป็นเพียงพอกับผู้คน ดังนั้นหมายความว่าต้องทำให้บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจก็ต้องดี ซึ่งดีในที่นี้คือโตและกระจายอย่างทั่วถึง

เมื่อถามถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่จะเป็นคำตอบให้กับประเทศต่อไป ซึ่งในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถี่มาก มีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล ซึ่งบางช่วงรวมถึงในปัจจุบันแก้ไขปัญหาความยากลำบากได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคนก็มองว่าเป็นคำตอบเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นตามที่ได้มีการตั้งเป้าไว้เราจะวนเวียนอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ และจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำเรื่องนี้ด้วย เพราะฐานะทางการคลังจะมีปัญหามากขึ้น

ส่วนการเลือกตั้ง สส.กทม. ที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจจะต้องชนกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีกระแสข่าวว่าจะเข้าไปดูพื้น กทม. ช่วยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพมหานคร ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะคือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคนกรุงเทพมหานคร จะมองถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วยว่าต้องการจะไปอย่างไร ซึ่งการแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร ซึ่งนายสกลธีต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแลกรุงเทพมหานคร ซึ่งเราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก

เมื่อถามว่าเป็นการเจอมิตรเก่านั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว

ส่วนหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือน ม.ค.69 ที่ประกาศไว้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ต้องพร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเรายอมรับไม่ปฏิเสธ และในวันพรุ่งนี้จะเริ่มประชุมกรรมการบริหารพรรค อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้งเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรู้ว่าเวลาเดิมก็น้อย ถ้าน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เหนื่อยมากขึ้น แต่เป็นปกติของระบบสภาฯ พรรคการเมืองต้องเดินหน้าเต็มที่

หนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริตซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ตนหนักใจน้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูงพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้วพร้อมยืนยันว่าหนักใจน้อยลงเพราะแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก
 

TAGS: #อภิสิทธิ์ #กัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ปชป #ประชาธิปัตย์