"สายสีน้ำเงิน" ยึดเบ็ดเสร็จ "ประธาน-รองประธาน"สภาสูง

ศึกชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาโอกาสพลิกยาก "มงคล-บิ๊กเกรียง-บุญส่ง"สายสีน้ำเงิน มาตามโผชัวร์ "สว.พันธุ์ใหม่"เสียงยังไม่พอ

การประชุมสว.นัดแรกในวันที่ 23 ก.ค.นี้ วาระสำคัญคือการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา จำนวนสองคน ซึ่งตามขั้นตอนในการประชุมนั้น พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.ที่มีอายุสูงสุด คือ อายุ 77 ปี จะเป็นประธานการประชุมชั่วคราว 

ทั้งนี้หากเทียบขุมข่ายของสว.แต่ละกลุ่ม ที่จะส่งเข้าชิงเก้าอี้ประธานและรองประธาน พบว่าสว.กลุ่มสีน้ำเงิน คงจะกวาดตำแหน่งดังกล่าวไปทั้งหมด

โดยเก้าอี้ประธานวุฒิสภา คงจะตกเป็นของ "มงคล สุระสัจจะ" อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่ง"มงคล" ลงสมัครเป็น สว.กลุ่ม3 คือกลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคงจากจังหวัดบุรีรัมย์  โดยรอบสุดท้ายเลือกไขว้ระดับประเทศ "มงคล"ได้รับเลือกเป็นอันดับ3 ของกลุ่มโดยได้ 67 คะแนน

เส้นทางของ "มงคล "นั้น  เกิดวันที่ 9 ส.ค. 2495 ที่ อ.หนองโดน จ.สระบุรี จบคณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ารับราชการ และ เติบโตในกระทรวงมหาดไทย ผ่านการเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนโยกมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และได้สนิทสนมกับ "เนวิน ชิดชอบ"ก่อนก้าวขึ้นเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน และอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ

ขณะที่รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 นั้น พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ หรือ "บิ๊กเกรียง" อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เต็งจ๋า จะคว้าไปครอง โดย พล.อ.เกรียงไกร ลงสมัคร สว.ในกลุ่มที่1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง จ.สุรษฎร์ธานี ซึ่งในรอบสุดท้ายเลือกไขว้ในระดับประเทศได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ1 ของกลุ่ม ด้วยคะแนน 74 คะแนน

"บิ๊กเกรียง"เป็นชาว จ.สุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2506 เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 (ตท.22) และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 33 (จปร.33) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และจบหลักสูตรหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61 (วปอ.61) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหลังจากเกษียณอายุราชการ ได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทิน ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงปลายปี 2566 ก่อนจะมาลงสมัครเลือก สว.

สำหรับตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่2 นั้น หนีไม่พ้น "บุญส่ง น้อยโสภณ "โดย "บุญส่ง"นั้นลงสมัครสว.ในกลุ่มที่2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จ.ระยอง โดยรอบสุดท้ายได้รับเลือกมาเป็นลำดับ 7 จาก 10 คน ของกลุ่ม ด้วยคะแนน 29 คะแนน

"บุญส่ง" นั้นเดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่มสว.อิสระ ไม่ได้สังกัดกลุ่มสีน้ำเงิน แต่เมื่อหลุดรอดมาเป็นสว.ได้ เครือข่ายจึงติดต่อให้เข้าพบแกนนำตัวจริงสีน้ำเงิน ก่อนลงเอยจะสนับสนุนให้นั่งเป็นรองประธานสภา เพื่อลบภาพ "สีน้ำเงิน"ผูกขาดอำนาจแต่เพียงกลุ่มเดียว 

ทั้งนี้ประวัติ "บุญส่ง" เป็นอดีตที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภา คนที่สอง อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 และ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สำหรับกลุ่มสว.พันธุ์ใหม่หรือสายสีส้ม นั้นที่จะส่งคนลงชิงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภานั้น คงทำได้เพียงแค่ให้เกิดการแข่งขั้น เป้าหมายในการคว้าเก้าอี้คงยากเพราะเสียงสนับสนุนยังมีไม่เพียงพอ โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส จะลงชิงเก้าอี้ ประธานวุฒิสภา 

ทั้งนี้ "นันทนา"มาจากกลุ่ม18 กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม จากกทม.โดยคะแนนรอบสุดท้ายได้ลำดับ 9  จาก 10  คนของกลุ่มนี้ ด้วยคะแนน 33 คะแนน โดย "นันทนา"จบปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(สื่อสารมวลชน) ธรรมศาสตร์ อาชีพอาจารย์สอนด้านสื่อสารการเมือง

ในขณะที่ "แล ดิลกวิทยรัตน์ " ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน จากกทม.เช่นกัน  ที่จะถูกส่งชิงตำแหน่งรองประธานคนที่1  ซึ่ง "แล"นั้น มาจากกลุ่ม 7 คือกลุ่มลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน ที่ไม่ใช่ราชการ โดยได้คะแนนลำดับ 8 จาก 10 คน ด้วยคะแนน  27 คะแนน

ปิดท้ายที่ "อังคณา นีละไพจิตร" ที่จะเสนอชิงเก้าอี้ รองประธานคนที่ 2  มาจากกลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ จากกทม.และในรอบสุดท้ายมีคะแนนเป็น ลำดับ 9 ด้วยคะแนน  22 คะแนน โดย "อังคณา"นั้น เป็นอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

TAGS: #ศึกชิงเก้าอี้ประธานสว. #กลุ่มสีน้ำเงิน #สว.พันธุ์ใหม่ #ประธานสว.