คอลัมน์ 'Growth and Sustainability' โดย 'วิฑูรย์ สิมะโชคดี'
คำนิยามของ “ภาวะโลกร้อน” จึงหมายถึงสภาวะความร้อนบริเวณผิวโลก หรือของอุณภูมิของบรรยากาศที่ห่อหุ้มใกล้ผิวโลก (บรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์) ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงร้อยกว่าปีก่อน คืออุณภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.7 องศาเซลเซียส (จาก พ.ศ.2403 ถึง พ.ศ.2543) และประมาณการว่าอาจจะเพิ่มขึ้นอีก 1.1 องศาเซลเซียล หรือมากกว่านั้นในอีก 100 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2643)
ตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อน ก็คือ “ก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งมี 7 ชนิดใหญ่ๆ คือ (1) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) (2) ก๊าซมีเทน (CH4) (3) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) (4) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) (5) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) (6) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และ (7) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)
แต่ที่คิดกันไม่ถึงก็คือ ก๊าซมีเธนที่เกิดจากการเผาต้นไม้ เผาป่า ฟืน ถ่าน ฟางข้าว และทุ่งหญ้า รวมถึงการทำปศุสัตว์กินหญ้า (แบคทีเรียในกระเพาะอาหารจะย่อยอาหารและปล่อยก๊าซมีเธนออกมา) การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนก็ปล่อยคลอรีนไปสลายโอโซนได้เช่นกัน
การที่ชั้นโอโซนบางลงหรือเกิดรูโหว่ จะทำให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านลงมาถึงผิวโลกได้มากขึ้น โลกก็ร้อนขึ้น
“ปรากฏการณ์เรือนกระจก” หรือ การเกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ในบรรยากาศผิวโลกตามธรรมชาติ (ชั้นโทรโพสเฟียร์และชั้นสตราโทสเฟียร์) ได้แก่ ไอน้ำ (ร้อยละ 36-70) คาร์บอนไดออกไซด์ (ร้อยละ 9-26) มีเธน (ร้อยละ 4-9 หรือ 1.7 PPM) โอโซน (ร้อยละ 3-7 หรือ 0.4 PPM) และในทรัสออกไซด์ ปริมาณน้อยมาก (0.31 PPM) เป็นต้น
การป้องกันไม่ให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนจากปรากฏการณ์เรือนกระจกตามธรรมชาติไปสู่ภาวะโลกร้อนที่ยากต่อการควบคุมนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งทั้งในทางวิทยาศาสตร์และทางเทคนิค เพราะมนุษย์ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน
ดังนั้น การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน จึงเป็นความท้าทายความสามารถทางวิศวกรรม รวมถึงเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งต้องใช้ระยะเวลาเป็นศตวรรษในการติดตามตรวจสอบการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งล้วนแต่ทำให้การแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงกลายเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงานของโลก ดังนั้น การหาพลังงานฟอสซิลให้ใช้ได้อย่างเพียงพอนั้นจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะใช้พลังงานฟอสซิลได้พร้อมๆ กับการปกป้องโลก และมีพลังงานทางเลือกที่รักษ์โลกเพิ่มมากขึ้น
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ เพียงต้องการเน้นย้ำว่า เราทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องของ “ภาวะโลกร้อน” และ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยการ ลด ละ เลิก “กิจกรรม” ต่างๆ ที่ทำให้ผิวโลกร้อนขึ้น หรือ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อก้าวเข้าสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” ที่มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของชาวโลก ครับผม !