53 ปี 14 ตุลา

53 ปี 14 ตุลา
โดย...ประสาร  มฤคพิทักษ์  :  [email protected] 

ผู้ผลิต และผู้ค้าอัญมณีระดับต้นของโลก ชื่อปรีดา เตียสุวรรณ์ คหบดีผู้เป็นปิยะมิตรของ   คนจนและผู้รักความเป็นธรรม พูดกับใครต่อใครมาแล้วว่า

“ก่อนหน้านั้น  อำนาจรัฐและทุนใหญ่ครอบงำเหนือธุรกิจขนาดกลาง มายาวนาน ทั้งโดยเปิดเผยและซ่อนรูป  ถ้าไม่มีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  ธุรกิจแพรนด้า จิวเวลรี่ของผมไม่มีทางเติบโตขึ้นมาได้ถึงวันนี้”

ดุจเดียวกับนายห้างเจ้าของสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดคนหนึ่งพูดกับ อ.ธีรยุทธ บุญมี ว่า

“14 ตุลา 16  ทำให้ธุรกิจสรรพสินค้าของผมปลดล็อค เป็นอิสระ ขยายตัวได้มากมาย เพราะพ้นจากพันธนาการของภาครัฐ”

นี่เป็นเพียงมิติเดียวของภาคธุรกิจ ที่สะท้อนถึงผลพวงของเหตุการณ์  14 ตุลา 16  

ไดอารี่ฉบับพกพาปี 2566  ของมูลนิธิเด็ก มีข้อเขียนของ สันติสุข โสภณศิริ บันทึกไว้ว่า

“แม้ไม่สามารถทำลายระบอบเผด็จการได้ นอกจากขับไล่ 3 ทรราชออกไป แต่ก็สามารถสร้างรุ่งอรุณแห่งหลักการสิทธิเสรีภาพให้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 อย่างเต็มภาคภูมิ นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 27-53  ซึ่งแทบจะถอดมาจากหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยฉบับต่อๆ มา และสิ่งที่ได้มาจากหลักสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2517 ก็คือ การปลดปล่อยประชาชนออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมแบบอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยกับชนผู้ไร้สิทธิส่วนใหญ่  ซึ่งเป็นรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดคลื่นความขัดแย้งทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจระลอกแล้วระลอกเล่าไม่จบสิ้น มีแต่สัมพันธภาพใหม่ ที่สมาชิกในสังคมทุกคนเป็นเสรีชน ภายใต้หลักสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 

14  ตุลา เท่านั้น  จึงจะสามารถสร้างภราดรภาพในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์เดือนตุลา ’16  ถึงขั้นเป็น “การปฏิวัติตุลาคม 2516” แต่มิได้เป็นการปฏิวัติ ในความหมายโดยทั่วไปที่เป็นเรื่องของการยึดอำนาจการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตรงกันข้าม “การปฏิวัติตุลาคม 2516” เป็นขบวนการประชาธิปไตยของมหาชนที่มิได้เรียกร้องต้องการอะไรมากไปกว่าการได้มาซึ่งประชาธิปไตยของประชาชนอย่าง   สันติวิธี มิใช่ประชาธิปไตยของเผด็จการดังที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการของทหารหรือ    เผด็จการของกลุ่มธุรกิจการเมืองก็ตาม
 
นี่คือ จิตวิญญาณของขบวนการปฏิวัติตุลาคม 2516”
 
จะประเมินค่า 14 ตุลา 16 อย่างไร คงยังเป็นประเด็นถกเถียงกันต่อไปไม่รู้จบ อันที่จริงก็ไม่ควรมีจุดจบในการประเมินคุณค่า เพราะเป็นเรื่องต่างมุมมองไม่มีใครจะห้ามความคิดคนอื่นได้ ทุกคนล้วนสวมแว่นสีด้วยกันทั้งนั้น จะกล่าวโทษกันไปกันมาก็ไร้ประโยชน์  ไม่ว่าใครก็ไม่ควรเป็น     ผู้พิพากษาประวัติศาสตร์
 
บางคนว่าเหตุการณ์นั้น เพียงทำให้ผู้มีอำนาจ 3 คน ต้องบินหนีออกนอกประเทศ  บางคนว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทุกอย่างยังคงเดิม  บางคนชี้ว่า เห็นไหมเอาเข้าจริง ก็ไม่สามารถเผด็จอำนาจทหารได้จริง เพราะทหารยังทำรัฐประหารตามมาอีกหลายครั้ง ในรอบ 50 ปีมานี้


 
คำถามคือ ใช่หรือไม่ว่า  14 ตุลา 16  ได้ทำให้การเมืองที่เคยผูกขาดอยู่กับชนชั้นนำไม่เกิน2,000 คน กลายมาเป็นการเมืองของภาคประชาชน อย่างมีนัยสำคัญ
 
การเมืองเดิมแบบทุบโต๊ะจากบนลงล่าง โดยไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมใช้ไม่ได้อีกต่อไป
 
แม้การเมืองระบบตัวแทน (Representative Democracy)  ที่ถือเอาการเลือกตั้ง 4 ปีครั้งเป็นสรณะแต่เพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถเดินหน้าไปด้วยดีได้ เพราะประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ได้ช่วงชิงพื้นที่สาธารณะขึ้นมามหาศาลอย่างไม่อาจถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว
 
จริงอยู่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นหลายหน แต่ใช่ว่าผู้มีอำนาจจากรัฐประหารนั้นจะสามารถ   ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้ดังแต่ก่อน  รัฐประหาร รสช. เมื่อ 23 กพ. 2534  จึงต้องอาศัยใบบุญของ นายอานันท์ ปันยารชุน  ที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย และเป็นตัวของตัวเอง มาเป็นนายกรัฐมนตรี
 
รัฐประหารของ รสช. เมื่อ 22  พฤษภาคม  2557   แม้จะได้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา       มาเป็นนายกรัฐมนตรี  แต่ก็ต้องปรับตัวแปลงตน และต้อนรับทิศทางประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิเสียงและพื้นที่สาธารณะของประชาชน ดังที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับ นับตั้งแต่ฉบับ 2517  จนถึง ฉบับ 2560  ได้รับรองสิทธิเสรีภาพไว้
 
ก็ดุจดังวาทะของ  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช   ที่ให้ข้อคิดไว้ว่า
 
“ประเทศไทยเรานี้ อย่าว่าแต่ประชาธิปไตยเลยที่ล้มลุกคลุกคลาน เพราะว่าในความเป็นจริง   เผด็จการก็ล้มลุกคลุกคลานเหมือนกัน”
 
ด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับ นับแต่ฉบับ 2517 เป็นต้นมา ทำให้คนไทยทุกระดับมีศักดิ์ศรีขึ้นมาเสมอหน้า คนมียศถาบรรดาศักดิ์ และชนชั้นนำได้
 
ใครเลยจะคาดคิดว่า คนอย่าง แม่สมปอง เวียงจันทร์  ผู้นำชาวบ้านกรณีเขื่อนปากมูล สามารถนั่งบนโต๊ะเจรจาในระนาบเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล
 
ทำไมเขื่อนแม่วงก์  เขื่อนแก่งเสือเต้น  ที่รัฐบาลหมายจะสร้าง จึงสร้างไม่ได้  ทำไมนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จึงถูกรัฐบาลสั่งชะลอโครงการไว้ก่อนจนกว่าจะทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) รวมทั้งโครงการแลนด์บริดจ์อันเกรียงไกร ก็จำต้องชะลอไว้ก่อนนี่คืออำนาจของประชาชนที่สามารถสร้างพื้นที่ต่อรองทาง การเมือง ขึ้นมาได้ในนโยบายสาธารณะ  ซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิชุมชนไว้  แม้แต่บริการสาธารณสุขของไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยอมรับและยกย่องให้เป็นแบบอย่างในระดับสากล ที่ประชาชนทั่วประเทศไม่เลือกชั้นวรรณะ สามารถเข้าถึงและรับบริการได้ ก็มาจาก พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เป็นผล       ต่อเนื่องมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี 2517  เป็นต้นมา ที่บัญญัติให้การบริการรักษาสุขภาพต่อประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นหน้าที่ของรัฐ
 
14 ตุลา 16  
 
จึงเปลี่ยนการเมืองของชนชั้นนำให้กลายเป็น การเมืองของภาคประชาชน
 
จึงทำให้ ชนชั้นผู้ยากไร้ ไม่ว่ากรรมกร ชาวนา สามารถเข้าถึงโอกาสแห่งการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ โดยผ่านกฎหมายต่างๆ ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญบัญญัติ และสามารถรวมกลุ่มกันสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองได้
 
ทำให้ระบบเจ้าขุนมูลนาย คลายตัวลง ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์มีพื้นที่และมีพื้นทาง ขึ้นมาได้ในสังคมไทย

สิทธิเสรีภาพอันเป็นต้นธารของพลังประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน จึงก่อเกิดคุณูปการมหาศาล และเผด็จการใดๆ ก็ไม่สามารถจะรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จได้อีกต่อไป 

TAGS: #14ตุลา #53ปี14ตุลา #ประสารมฤคพิทักษ์ #ประสาร