"กรมชลฯ" ยัน 2 เขื่อนใหญ่ยังรับน้ำเหนือได้ จับตาฝนระลอกใหม่ 10-13 ต.ค.

“กรมชลประทาน” เผย 2 เขื่อนใหญ่มีที่ว่างพอรับน้ำเหนือ ระบุ ก้อนน้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน กทม.แล้ว เฝ้าระวังลุ่มน้ำบางปะกงใกล้ชิด ระบุ เขื่อนแก่งกระจานพร้อมรับมือเต็มที่ พร้อมจับตาฝนระลอกใหม่ช่วง 10-13 ต.ค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ถึงสถานการณ์น้ำว่า สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 68% และเขื่อนสิริกิติ์ 81% ยืนยันว่า เขื่อนทั้ง 2 แห่ง มีความจุที่เป็นที่ว่างเพียงพอกับการรับน้ำในภาคเหนือแน่นอน ส่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ที่มีปริมาณน้ำลดลงเช่นกัน  

นายธเนศร์ กล่าวว่า ส่วนการบริหารจัดการปริมาณน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จากปัจจุบันที่คงการระบายไว้ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องพร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน เพื่อรองรับในกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการพยากรณ์ไว้ว่า ช่วงวันที่ 5 - 11 ต.ค. อาจจะมีฝนตกบริเวณ จ.กำแพงเพชร ในเขตแม่น้ำปิง และ จ.อุทัยธานี เราจึงจำเป็นต้องมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นในเขตแม่น้ำปิง ทำให้เรามีความจำเป็นต้องคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตรานี้จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ 

นายธเนศร์ กล่าวว่า ซึ่งสถานการณ์น้ำที่มีการะบาย 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีนั้นมาถึง กทม.และไหลผ่าน จ.สมุทรปราการแล้ว ตามที่ได้มีการสังเกตการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จะเห็นว่ายังทรงตัวอยู่ ทั้งในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา กทม.และปริมณฑล คงมีการเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่ริมตลิ่งที่อยู่นอกคันกั้นน้ำทั้งหมด รวมถึงตรวจตราคันกั้นน้ำทั้งในเขต จ.ปทุมธานี นนทบุรี ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมชลประทานร่วมกันในการดำเนินการตรวจสอบคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เรามั่นใจว่า ระดับน้ำที่เราระบายไปในปริมาณนี้ไม่มีผลกระทบที่จะล้นคันกั้นน้ำของ กทม. หรือปริมณฑล เข้าสู่ในเขตตัวเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งเราการเฝ้าระวังจะเป็นเฝ้าระวังน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า วันที่ 5 ต.ค. หรือ 10 – 11 ต.ค. อาจจะมีฝนตกมากในภาคกลาง 

นายธเนศร์ กล่าวว่า ในส่วนของภาคตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง จะเห็นได้ว่า การระบายน้ำที่เขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี มีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ ส่วนปริมาณน้ำที่เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ จะต้องมีการบริหารจัดการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะมีการระบายลงมาให้มีความเหมาะสม ไม่ส่งผลอย่างรวดเร็ว หรือมีผลกระทบมากจนเกินไป หรือบางครั้งอาจไม่มีผลกระทบเลย ตรงนี้เราจะบริหารจัดการน้ำร่วมกันในการระบายน้ำจากเขื่อนมาสู่เขต จ.ราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นส่วนท้ายของแม่น้ำแม่กลอง
 
นายธเนศร์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ตอนนี้คงต้องเฝ้าระวังในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ปัจจุบันน้ำท่วมอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี มีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ และลงมารวมกับแม่น้ำนครนายก ซึ่งปัจจุบันมีการลดการระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลแล้ว น้ำดังกล่าวมารวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกง สถานการณ์น้ำยังอยู่ในช่วงที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง เนื่องจากมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีได้มาถึงตัวแม่น้ำบางปะกงแล้ว ซึ่งต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเขตตัวลุ่มน้ำบางปะกง ส่วนของ จ.เพชรบุรี ด้านบนเหนือแม่น้ำเพชรบุรี ในเขื่อนแก่งกระจานซึ่งเป็นเขื่อนหลัก ทางอธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักชลประทานในพื้นที่เร่งพร่องน้ำ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเร่งพร่องน้ำลงมาก่อน และให้มีการตรวจตราระบบระบายน้ำในเขต จ.เพชรบุรี ให้มีความพร้อมใช้งาน ปัจจุบันมีความพร้อมใช้งาน 100% ในการรับน้ำกรณีที่น้ำล้นเขื่อนหรือมีฝนที่ตกมากในเขต จ.เพชรบุรี เรามีความพร้อมเต็มที่ในการรับน้ำที่จะมาในตัวเมืองเพชรบุรี ที่มีแนวโน้มตั้งแต่วันที่ 10 – 11 ต.ค. ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงาน 
 
นายธเนศร์ กล่าวว่า สำหรับลักษณะฝนที่ตกในพื้นที่ภาคใต้ จะมีในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้มีการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำที่จะรับน้ำซึ่งตกในเขตภูเขาและหลากลงมาในพื้นที่เมือง โดยมีความพร้อมในการระบายน้ำในเขตพื้นที่ภาคใต้ 

นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะลดลง เนื่องจากความกดอากาศสูงลดลง ส่วนในวันนี้จะมีฝนในภาคอีสานฝั่งตะวันตก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และในช่วงวันที่ 6-7 ต.ค.จะขยับเน้นไปทางภาคตะวันตก หลังจากนั้นช่วงวันที่ 8-9 ต.ค.จะเริ่มมีฝนหนักทางภาคใต้ และช่วงวันที่ 10-13 ต.ค. พบว่ามีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน จ.เพชรบุรี ดังนั้นภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จะได้รับผลกระทบ ซึ่งได้ประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่ จ.เพชรบุรีไว้ด้วย

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า การคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.นี้ จะมีฝนกระจายทุกภูมิภาคในลักษณะฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เคลื่อนลงมาภาคกลาง ไปภาคตะวันตก จากนั้นในวันที่ 10- 13 ต.ค. จะมีฝนอีกครั้ง คาดการณ์ว่า ปริมาณฝนจะมีความรุนแรงที่ภาคเหนือ จากแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน มาสมทบที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจุดนี้มีเขื่อนที่สามารถรองรับน้ำได้พอสมควร ส่วนภาคตะวันตก ปริมาณฝนที่ตกจะมารวมที่ จ.กาญจนบุรี,เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีฝนตกในภาคใต้มากขึ้น โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ สั่งการจังหวัดภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกองทัพภาคที่ 4 เตรียมการจัดการและป้องกันสาธารณภัย และระดมเครื่องมือให้พร้อม ส่วนประชาชนทางภาคใต้ขอให้ฟังประกาศอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นายกฯ สั่งการว่า ถ้าพื้นที่ใดน้ำลดแล้วให้เริ่มกระบวนการเยียวยา โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันในทุกพื้นที่

นายเอกภพ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในภาคน้ำเหนือ ที่เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ยังไม่มีน้ำมาเติมมากขึ้น ขณะที่น้ำใน จ.นครสวรรค์ ที่ไหลลงสู่ภาคกลางลดลง โดยน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา ที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ประกอบกับน้ำเหนือที่ลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ผ่านลงมาที่จ.นนทบุรี และกทม. ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร เช่นเดียวกับน้ำในฝั่งตะวันตก ที่ไหลจากแม่น้ำแม่กลอง ลง สู่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ. เมือง อ.บางคนที และอัมพวา ของ จ.สมุทรสงคราม น้ำลดลงประมาณ 1 เมตร ถือเป็นสัญญาณที่ดี

นายเอกภพ กล่าวว่า ในส่วนภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ จาก จ.นครนายก และปราจีนบุรี เริ่มลดลงและกระจายไปที่ จ.ฉะเชิงเทรา ลงแม่น้ำบางปะกง จึงขอเตือน ประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ. ฉะเชิงเทรา คือ อ.บางคล้า ราชสาสน์ และ อ.เมืองฉะเชิงเทรา ให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงสัปดาห์หน้าจะเกิดฝนหนักอย่างต่อเนื่องในลักษณะน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากเขา จึงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

“ขอแจ้งเตือนประชาชน ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เฝ้าระวังฝนตกในลักษณะเรนบอมบ์ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวัง และแจ้งเตือนประชาชน คือ จ.ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี ที่ส่วนหนึ่งรับน้ำจากฝั่งนครนายก และยังต้องเฝ้าระวังไปถึงสัปดาห์หน้าตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ไปถึงภาคใต้ตอนล่าง“นายเอกภพ กล่าวว่า 

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่ กทม.ขณะนี้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางสัญจรไปมา ซึ่งเหลือเส้นทางที่ยังคงมีน้ำท่วมขังสูงอยู่คือ บริเวณถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนควรจะหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ส่วนชุมชนเคหะร่มเกล้า ทาง กทม.ได้ทำการระบายน้ำลดลงไปแล้วกว่า 30-70 เซนติเมตร โดยมีเป้าหมายในการระบายน้ำอย่างน้อยอยู่ที่ 25 เซนติเมตร/วัน ส่วนในเขตมีนบุรี ประเวศ สะพานสูง ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำเพิ่ม เพื่อที่จะผลักดันน้ำไปสู่คลองแสนแสบ ส่วนชุมชนสายไหมและออเงิน ได้นำเครื่องสูบน้ำมาจากเขตที่น้ำแห้งแล้วมาสมทบเพิ่มเติม รวมถึงใช้เรือผลักดันน้ำออกไปโดยคาดว่าน้ำจะแห้งภายใน 2 วัน 

นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ระดับน้ำเจ้าพระยาวันนี้มีการคาดการณ์สูงสุดที่ 1.72 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของ กทม.ประมาณ 1.28 เมตร ส่วนมาตรการเตรียมรับมือฝนตกหนัก 5-6 ต.ค.และวันที่ 10-11 ต.ค.นั้น กทม.จะเร่งระบายน้ำในคลองสายหลัก เพื่อรับมือฝนที่จะเกิดขึ้น และเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปประจำในจุดที่คาดว่า จะมีโอกาสเป็นจุดเสี่ยง เช่น พื้นที่เขตสายไหม เขตลาดกระบัง เขตคลองสามวา และเขตสะพานสูง สำหรับพื้นที่น้ำลดแล้ว กทม.ได้จัดเก็บขยะลอยน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาได้เก็บขยะชิ้นใหญ่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 1,400 ตันเศษ และปัจจุบันมีผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ประมาณ 40,000 ราย โดยสิทธิการช่วยเหลือ ประกอบด้วย ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าอุปกรณ์ยังชีพ ซึ่งมี 3 เขตที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตสายไหม และเขตบางกะปิ
 

TAGS: #น้ำท่วม2569 #น้ำท่วม69 #น้ำท่วม #กรมชลประทาน #กรมอุตุนิยมวิทยา