วันนี้ถ้าใครไปโรงพยาบาล ให้รู้ไว้เลยว่า เบื้องหลังการรักษาคนไข้ ไม่ได้มีแค่หมอ พยาบาล หรือเครื่องมือแพทย์อีกต่อไป เพราะ AI กำลังเข้ามาเป็น "ผู้ช่วยแพทย์"
จริงๆ แล้ว AI ในวงการแพทย์ไทยถูกพัฒนาและทดลองใช้มาหลายปีแล้ว และตอนนี้ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ช่วยคัดกรองโรค วิเคราะห์ข้อมูลคนไข้ และที่สำคัญยังช่วยลดภาระงานบางอย่างของบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำงานรวดเร็วขึ้น เหมือนกับที่ช่วยคนทำงานในสายอาชีพอื่นๆ
วงการแพทย์ในบ้านเราเองก็ผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการ AI ด้านการแพทย์และสาธารณสุข 26 โครงการ และมี 6 โครงการที่พัฒนาเสร็จและนำไปใช้งานแล้ว
ทางด้านของมหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในสถานศึกษาที่โดดเด่นอย่างมากทางด้านการแพทย์ ก็ได้เกิดผลงานทางด้าน AI เช่นกัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ได้จัดงานมอบ "รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2568 ภายใต้แนวคิด Real World Impact ที่ต้องการผลักดันองค์ความรู้และงานวิจัยให้เกิดประโยชน์และสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกจริง
ปีนี้รางวัลครอบคลุมความเป็นเลิศ 5 มิติ ตั้งแต่ การวิจัย การแต่งตำรา การบริการ การประดิษฐ์และนวัตกรรม ไปจนถึงการสร้างและพัฒนาคน โดยมี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว
หนึ่งในผลงานที่น่าสนใจคือ AI in Radiology ของทีมภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับรางวัลในสาขาการประดิษฐ์และนวัตกรรม
ผลงานนี้เกิดจากโจทย์ง่ายๆ แต่สำคัญของงานรังสีวิทยา คือในแต่ละวันมีภาพเอกซเรย์จำนวนมากที่ต้องอ่าน ทีมวิจัยจึงพัฒนา AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก และชี้ตำแหน่งที่อาจมีความผิดปกติ เช่น Nodule เพื่อให้รังสีแพทย์ค้นหาจุดที่น่าสงสัยได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
แต่อย่างที่บอกไปว่า AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วย ไม่ได้เข้ามาแทนที่หมอ เพราะผลจากระบบยังต้องนำไปพิจารณาร่วมกับภาพทางการแพทย์ ประวัติผู้ป่วย และข้อมูลทางคลินิก โดยการวินิจฉัยและตัดสินใจรักษายังคงเป็นหน้าที่ของแพทย์
ที่สำคัญ ผลงานนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องวิจัย แต่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์โดยบริษัท Perceptra และได้รับการสนับสนุนจาก สปสช. เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายการติดตั้งกว่า 600 โรงพยาบาล ภายในปี 2570
นี่จึงเป็นตัวอย่างของแนวคิด Real World Impact ที่มหาวิทยาลัยมหิดลต้องการผลักดัน คือการนำความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์จริง จากงานวิจัยสู่การใช้งาน จาก AI สู่ผู้ช่วยแพทย์ ให้ทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น