จับตาฝนภาคกลาง 24–27 ก.ย. รัฐบาลสั่งทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับมือฝนหนัก ทั้งบริหารน้ำ ตรวจคันกั้นน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และกำลังเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
รัฐบาลติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำในพื้นที่ภาคกลางอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนช่วงวันที่ 24–27 กันยายน 2569 ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่ง พร้อมกำชับหน่วยงานเตรียมระบบแจ้งเตือน บริหารจัดการน้ำ เครื่องจักร และกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำในพื้นที่ภาคกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมทั้งด้านการพยากรณ์และแจ้งเตือน การบริหารจัดการน้ำ การเตรียมเครื่องจักรกลและกำลังเจ้าหน้าที่ รวมถึงการดูแลประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวัง เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
กรมอุตุนิยมวิทยาติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 24–27 กันยายน 2569 ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ และฝนตกหนักมากบางแห่ง จึงขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำ ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในบางพื้นที่ของจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี พร้อมให้ตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ เส้นทางระบายน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงเตรียมบุคลากรและเครื่องจักรให้พร้อมสนับสนุนพื้นที่หากจำเป็น
ขณะที่กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. เขื่อนเจ้าพระยามีน้ำไหลผ่าน 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมรับน้ำเข้าระบบส่งน้ำทุ่งฝั่งตะวันออก 242 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และฝั่งตะวันตก 269 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยบริหารปริมาณน้ำในระบบ
นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 14–20 กันยายนที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อรองรับการระบายน้ำหลากจำนวน 12 เครื่อง ในพื้นที่นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร
สำหรับการเตรียมเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสาน 70 จังหวัด กรุงเทพมหานคร และศูนย์ ปภ. เขต ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเปิด War Room ส่วนกลางตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานการปฏิบัติงานกับพื้นที่
ขณะที่ศูนย์ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี ทยอยส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยไปเตรียมพร้อมในพื้นที่กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และอ่างทอง เพื่อให้สามารถสนับสนุนพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วหากเกิดสถานการณ์จำเป็น
ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เตรียมมาตรการป้องกันในจุดสำคัญ โดยระดมกำลังทหารและสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเสริมแนวป้องกันน้ำบริเวณวัดกษัตราธิราชวรวิหาร พร้อมติดตามการติดตั้งแนวป้องกันบริเวณวัดไชยวัฒนาราม รวมถึงเตรียมศูนย์พักพิง หน่วยแพทย์ และกำลังสนับสนุนไว้ล่วงหน้า
ในพื้นที่อำเภอผักไห่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามระดับน้ำและตรวจสอบแนวคันป้องกัน พร้อมดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและมอบถุงยังชีพ รวมถึงเตรียมกำลังช่วยเหลือประชาชนในการเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงหากจำเป็น โดยมีสำนักงาน ปภ. จังหวัด โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมดำเนินการ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งการบริหารจัดการน้ำ ระบบแจ้งเตือน เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถเข้าดูแลประชาชนได้อย่างรวดเร็วหากเกิดสถานการณ์ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง และไม่ตื่นตระหนก โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำควรเตรียมความพร้อมตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
รัฐบาลกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์จากข้อมูลจริงอย่างต่อเนื่อง และปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและน้ำในแต่ละพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา สทนช. กรมชลประทาน ปภ. และหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก