ศาลปกครองไฟเขียวแบน "พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส" กรมฯ อุทธรณ์ปม 116 ล้าน

ศาลปกครองไฟเขียวแบน
ศาลปกครองยืนแบน "พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส" ชอบด้วยกฎหมาย สั่งกรมวิชาการเกษตรชดใช้ค่าทำลายสารเคมี 116 ล้านบาท

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายืนให้การประกาศห้ามใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร "พาราควอต" และ "คลอร์ไพริฟอส" เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม แต่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมวิชาการเกษตรในส่วนที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับภาระค่าทำลายสารเคมี พร้อมสั่งให้กรมวิชาการเกษตรชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่เอกชน เป็นเงินประมาณ 116 ล้านบาท ขณะที่กรมฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่บริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีเกษตรยื่นฟ้องภายหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อปี 2562 ให้ยกเลิกการใช้สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2563 โดยขอให้เพิกถอนประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สั่งแบนสารทั้งสองชนิด รวมถึงคำสั่งของกรมวิชาการเกษตรที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับคืนสินค้าคงเหลือและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีทั้งหมด

ล่าสุด ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า การประกาศแบนสารเคมีทั้งสองชนิดเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม แม้ข้อมูลทางวิชาการบางส่วนยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน และผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า การกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับภาระค่าใช้จ่ายในการรับคืนและทำลายสารเคมีทั้งหมด เป็นการสร้างภาระแก่เอกชนเกินสมควร จึงเพิกถอนคำสั่งในส่วนดังกล่าว ส่งผลให้กรมวิชาการเกษตรต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีแก่เอกชน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท

ด้านเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) แสดงความกังวลต่อคำพิพากษาในส่วนของค่าใช้จ่าย โดยเห็นว่าอาจทำให้ภาษีของประชาชนต้องมารับภาระแทนผู้ก่อมลพิษ พร้อมเสนอให้ยึดหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) ในการกำหนดความรับผิดชอบ

Thai-PAN ยังเปิดเผยผลการประเมินหลังการแบนสารเคมี พบว่าการตกค้างของสารพิษในผักและผลไม้ลดลงอย่างชัดเจน จากเดิมพบประมาณร้อยละ 25 ของตัวอย่าง เหลือเป็นศูนย์ในบางพื้นที่ ขณะที่อัตราการเสียชีวิตเฉียบพลันของเกษตรกรจากสารเคมีลดลงราวร้อยละ 20 และผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่า การแบนและจำกัดการใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 48,000 ล้านบาท

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนของการชดใช้ค่าเสียหายภายใน 30 วัน พร้อมสั่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าสารเคมีอย่างละเอียด เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าดังกล่าวนำเข้าก่อนหรือหลังการประกาศแบน หากเป็นการนำเข้าภายหลังคำสั่งห้ามใช้ รัฐไม่ควรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำลาย พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องงบประมาณของแผ่นดิน และจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสารเคมีเกษตรต้องห้ามต่อไป

TAGS: #พาราควอต #คลอร์ไพริฟอส #ศาลปกครองกลาง #กรมวิชาการเกษตร #สารเคมีเกษตร