“พริษฐ์” นำทีม ฝ่ายค้านเปิดเวทีแฉข้อมูลและหลักฐานที่อ้างถึงการวางแผนฮั้วเลือก สว. เป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ถูกพาดพิงออกมาชี้แจง และเตือนอาจเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจหากข้อสงสัยไม่ได้รับคำตอบ
ที่อาคารรัฐสภา จัดเวทีเปิดหลักฐาน “คดีโกง สว. ภาค 2” นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน, นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงพยานที่นำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
นายพริษฐ์ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปช่วงท้ายว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากพยานบุคคลหลายส่วนและหลักฐานที่หน่วยงานรัฐเคยยื่นไว้ ทำให้เห็นภาพว่ามีการวางแผนเพื่อยึดกลุ่มวุฒิสภา โดยเบื้องต้นเชื่อว่าการวางแผนเกิดขึ้นก่อนเดือนพฤษภาคม 2567 และแบ่งลำดับเหตุการณ์ออกเป็น 5 ฉาก ได้แก่ การจัดตั้งคนมาสมัครให้ผ่านการเลือกระดับอำเภอและจังหวัด การรวมพลตามศูนย์ทำโพยก่อนการเลือกระดับประเทศ การใช้โพยในการเลือกระดับประเทศที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และการประชุมหลังได้รับเลือกเป็น สว.
จากการตรวจสอบพบว่าการจัดตั้งผู้สมัครเน้นไปที่จังหวัดขนาดเล็กที่มีจำนวนอำเภอไม่มาก โดยเมื่อนำข้อมูลจำนวน สว. มาเทียบกับจำนวนประชากร พบว่าจังหวัดที่มีอัตรา สว.ต่อประชากร 1 ล้านคนสูงที่สุดคือจังหวัดอ่างทอง สะท้อนว่าจังหวัดที่มีประชากรน้อยกลับมีจำนวน สว.ต่อประชากรสูง
นายพริษฐ์ ยังอ้างถึงข้อมูลเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพบการโอนเงินไปยังผู้สมัคร สว.จำนวนมาก โดยเห็นว่าเป็นหลักฐานที่อาจบ่งชี้ถึงกระบวนการจ้างคนมาสมัครและลงคะแนนให้ผู้สมัครบางราย พร้อมระบุว่านายสุบินเป็นหนึ่งใน 8 บุคคลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำส่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหลักฐานที่อยู่ในมือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมากกว่า 8 คนอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งมีการโอนเงินไปยัง น.ส.ภัณนิภา ผาสุข เลขานุการของนายสรชาติ ก่อนพบว่ามีการโอนต่อไปยังผู้สมัคร สว.จังหวัดหนองบัวลำภู 7 คน โดยระบุเหตุผลการโอนเป็นการยืมเงิน ชำระหนี้ และจ้างตรวจการรังวัดที่ดิน ซึ่งมีการโอนในช่วงเดือนสิงหาคม
ส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2567 มีการจัดงานที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จังหวัดอำนาจเจริญ โดยเมื่อตรวจสอบภาพในงานพบว่ามีผู้ที่ต่อมาสมัครเป็น สว.อย่างน้อย 4 คนเข้าร่วม และมี 3 คนที่ภายหลังได้รับตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำ สว.
สำหรับการรวมพลก่อนการเลือกระดับประเทศ นายพริษฐ์กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาว่ามีการนัดรวมตัวผู้สมัครจากหลายจังหวัดไปยังศูนย์ทำโพยและโรงแรมหลายแห่งก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ โดยพยานให้ข้อมูลว่ามีการพูดถึงค่าตอบแทน และมีนักการเมือง รวมถึงบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรากฏตัวในสถานที่ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าทุกโรงแรมมีกล้องวงจรปิด และเป็นข้อกล่าวหาที่สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้ไม่ยาก
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ในวันเลือกระดับประเทศมีการเดินแจกโพย ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ปรากฏชื่อคือ นายมงคล สุริยะสัจจะ ขณะที่หลังการเลือก สว.แล้ว พยานหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่ามีการประชุมของ สว.ประมาณ 100 คน เมื่อวันที่ 21 และ 27 กรกฎาคม 2567 โดยมีการกล่าวอ้างว่าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปรากฏตัวในการประชุมดังกล่าว ทำให้ข้อมูลมีความชัดเจนมากขึ้นจากคำให้การของพยานหลายปาก
ช่วงท้าย นายพริษฐ์ ได้ตั้งคำถามถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหา 5 คน เพื่อให้ชี้แจงต่อสาธารณะ ประกอบด้วย
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าในวันที่ 21 และ 27 กรกฎาคม 2567 หรือช่วงเวลาใกล้เคียง ได้เดินทางไปโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ หรือไม่ หากไป ได้ประชุมร่วมกับ สว.หรือไม่ และหากมีการประชุม ได้หารือเรื่องใด
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2567 รู้จักนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม หรือไม่ หากรู้จัก ได้มีการติดต่อหรือพูดคุยกันหรือไม่ และพูดคุยเรื่องใด
3. นางสุขสำรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าในช่วงการเลือก สว.เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2567 เคยพูดคุยทางโทรศัพท์กับนางกุสุมาลวดีหรือไม่ เคยพูดคุยกับบุคคลใดเกี่ยวกับการชักชวนให้สมัคร สว.หรือไม่ และเคยให้ทีมงานโอนเงินแก่ผู้สมัคร สว.หรือไม่
4. นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าในช่วงวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 ก่อนการเลือกระดับประเทศ ได้เดินทางไปโรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ หรือไม่ หากไป ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้สมัคร สว.หรือไม่ และหากมีการประชุม ได้มีการเสนอค่าตอบแทนตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่
5. นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าในช่วงวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 ก่อนการเลือกระดับประเทศ ได้เดินทางไปโรงแรมทารา แกรนด์ หรือไม่ หากไป ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้สมัคร สว.หรือไม่ และหากมีการประชุม ได้มีการอ้างถึงสถาบันตามที่ถูกกล่าวอ้างจริงหรือไม่
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าร่างคำฟ้องหมิ่นประมาทเรื่องฮั้ว สว. เสร็จแล้ว โดยปล่อยให้ฝ่ายค้านหาแสงไปก่อน ฝ่ายค้านจะมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้คนที่ต้องเตรียมมากกว่าคือผู้ที่ถูกกล่าวหาจากพรรคภูมิใจไทย ในการตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ในงานเสวนาวันนี้ จากข้อมูลที่ได้นำเสนอต่อสาธารณะ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการอย่างไรด้านกฎหมาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ย้ำว่าสิ่งที่คนในพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ ควรออกมาชี้แจงและตอบคำถามที่ประชาชนสงสัย ซึ่งวันนี้พยายามตั้งคำถามถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ,นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ,นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนครี รวมถึง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ซึ่งตนมั่นใจว่าข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดนี้อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว ทั้งของ กกต. และดีเอสไอ แต่ตนยังกังวลใจว่าแม้หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวน แต่จะไม่ถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและเรื่องไปไม่ถึงชั้นศาล หลังจากนี้เชื่อว่าจะได้รับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรับหน้าที่นำเสนอข้อมูลให้ชัดมากขึ้น
เมื่อถามว่า เรื่องเส้นเงินอยู่ในสำนวนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าอยู่ในสำนวน ซึ่ง กกต. และดีเอสไอน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด
เมื่อถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยเฉพาะพยานบุคคล จะยืนยันอย่างไรว่าหนักแน่นเพียงพอ นายพริษฐ์ ย้ำว่า ประการแรก หลักฐานที่เรานำเสนอ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พยานบุคคล ตนพยายามนำเสนอเส้นเงินหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน การจองที่พัก ที่สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว
ส่วนประการที่สอง ข้อเท็จจริงที่พยานบุคคลอ้างถึง ทั้งเรื่องการรวมตัวที่โรงแรมไหน วันไหน แม้จะเป็นแค่คำพูดจากบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นคำพูดที่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก
ส่วนประการที่สาม ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพยานบุคคลหลายคนที่มีเบาะแสหรือข้อมูลหลักฐาน ส่วนใหญ่ เป็นผู้สมัคร สว. นั่นก็เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าคนที่มีข้อมูลหลักฐานจะเป็นผู้สมัคร สว. ส่วนหากจะบอกว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย ความจริงแล้วในอีกมุมหนึ่งหลายคนเป็น สว.สำรอง เป็นผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว ดังนั้น แม้สว. ทั้งสภาถูกถอดถอน ก็ไม่ใช่ว่าบุคคลเหล่านี้จะมาเป็น สว. อยู่ดี ตนจึงอยากให้สนใจสาระของคำพูดพยานมากกว่า หากข้อมูลที่เขาพูดไม่เป็นความจริง ก็แค่ออกมาชี้แจง แต่การที่ไม่ออกมาชี้แจงข้อมูล ยิ่งทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของสังคม
เมื่อถามว่า พยานที่ออกมาเปิดหน้า ทั้ง 2 ครั้ง เป็นบุคคลที่ถูกกันไว้เป็นพยานในชั้นสอบสวนของ กกต. และดีเอสไอหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ต้องเช็กเป็นรายบุคคล ตนจำสถานะของแต่ละคนไม่ได้ แต่ที่ได้รับการยืนยันทุกครั้ง คือข้อมูลทั้งหมดที่พูดบนเวทีได้ให้การไว้กับหน่วยงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงกรณีที่คณะกรรมการ กกต. รายหนึ่งระบุว่า ต้องเร่งพิจารณาจากสำนวนที่มี เพราะได้เรียกผู้ที่ถูกกล่าวหามาชี้แจงทั้งหมดแล้ว หากจะไปพิจารณาเรื่องราวนอกสำนวนจะไม่เป็นธรรม เพราะต้องทำหน้าที่ให้เสร็จภายใน 90 วัน ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะกระบวนการค้นหา ข้อเท็จจริงของ กกต. ใช้วิธีการไต่สวน ซึ่งกระบวนการไต่สวนต้องใช้ทุกวิธีการในการแสวงหาข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น การออกมาพูดเหมือนตัดตอนพยาน หรือไม่ให้น้ำหนักพยาน และบอกว่าเป็นเพียงความคิดเห็นที่อยู่นอกสำนวน ตนมองว่าเรื่องนี้ผิดจากกระบวนการไต่สวนที่ถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่งที่จะไปถึงกกต. ด้วย คือเรื่องการทำงาน
ส่วนท้ายที่สุดหาก กกต. มีผลพิจารณาออกมา 3 แนวทาง ไม่ว่าจะยกคำร้อง หรือ ฟ้องทั้ง 229 คน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นข้อกังวลหลัก ที่เรามีความกังวลใจว่าเรื่องนี้จะไปไม่ถึงศาลและถูกตัดตอนโดย กกต. ซึ่งจะไม่ใช่การยกคำร้องทั้งหมด เพราะหากเป็นแบบนั้น จะเป็นการตัดตอนโดยโจ่งแจ้ง แต่ที่กังวลกว่านั้น คือการตัดตอนแบบแนบเนียน คือการส่งเรื่องบางคนไปที่ศาลและยกคำร้องบางคน แต่ไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน แต่ตัดสินใจ จากการที่ใครอยู่ใกล้หรือไกลจากระบบอำนาจสีน้ำเงิน อย่างที่ตนบอกว่าเป็นการสังเวยน้ำเงินอ่อนเพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม ดังนั้น สิ่งที่พยายามทำที่ผ่านมาคือพยายามชี้ให้เห็นว่าขบวนการในลักษณะนี้เป็นขบวนการที่เล็ก จำกัดอยู่แค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่มีเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง มีการวางแผนสนับสนุนให้ขบวนการนี้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ตนคาดหวังว่ากกต.ส่งเรื่องไปที่ศาล เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและตัดสินว่าใครผิดหรือไม่
หากท้ายที่สุด กกต. ยกฟ้องทั้ง 229 คน จะทำอย่างไร นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้จะยกฟ้องบางคน สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องดำเนินคดีกับ กกต. ฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ “หากได้ตั้งคำถามไปแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ออกมาชี้แจง ทั้งนายอนุทินและคนอื่นๆ ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นโกง สว. และยังมีกลไกของสภาในการตั้งกระทู้ และกรรมาธิการต่างๆ ที่เราสามารถใช้ได้”