“ภราดร” เดินหน้า 3 ภารกิจสำคัญ ลุยแก้ทุจริตเชิงโครงสร้าง ดัน “Super License” รวมระบบอนุมัติ-อนุญาตรัฐขึ้นออนไลน์ ลดช่องว่างเรียกรับผลประโยชน์พร้อมคงสิทธิบัตรคนจนถึงสิ้น ก.ย. ย้ำรัฐพร้อมดูแลคนจนตัวจริง
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการทำงานในหลายประเด็นสำคัญของรัฐบาล ทั้งการแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้าง การทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกรณีข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย โดยย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าตรวจสอบให้เกิดความเป็นธรรม และดูแลประชาชนที่สมควรได้รับสิทธิอย่างแท้จริง
นายภราดรกล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเตรียมพิจารณายื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ หลังออกมากล่าวหา 9 บุคคลของพรรคอาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ว่า ส่วนตัวไม่ได้ติดใจและยังไม่ได้พูดคุยกับนายยิ่งชีพในเรื่องดังกล่าว แม้ทั้งสองจะรู้จักและพูดคุยกันอยู่เป็นระยะ
ส่วนพรรคจะฟ้องหรือไม่ฟ้องนั้น นายภราดรกล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรค เนื่องจากหากพรรคได้รับความเสียหายจากการกล่าวหา พรรคก็ต้องพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม แต่เชื่อว่าทิศทางของตนในฐานะสมาชิกพรรคจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับพรรค
กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า นายภราดรกล่าวหาว่าพรรคประชาชนยัดข้อมูลให้นายยิ่งชีพนั้น นายภราดรยืนยันว่า ไม่ได้กล่าวหาเช่นนั้น แต่เพียงตั้งข้อสังเกตจากสิ่งที่เกิดขึ้น
นายภราดรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ติดตามการทำงานของไอลอว์ในฐานะองค์กรด้านกฎหมายมาโดยตลอด แต่ระยะหลังเห็นว่าการทำงานขององค์กรดูเหมือนจะเปลี่ยนไป และมีลักษณะคล้ายเลือกข้างทางการเมือง จนทำให้มาตรฐานขององค์กรดูต่ำลงในมุมมองของตน
อย่างไรก็ตาม นายภราดรย้ำว่า ไอลอว์เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทในการติดตามตรวจสอบกฎหมายและให้ความรู้ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ดี แต่สิ่งสำคัญคือภาคประชาชนไม่ควรกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ส่วนกรณีไอลอว์เคยร่วมกิจกรรมกับพรรคประชาชนนั้น นายภราดรกล่าวสั้น ๆ ว่า “สังคมลองดูครับ”
สำหรับประเด็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายภราดรกล่าวว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิอยู่ในปัจจุบันจะยังคงได้รับสิทธิต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์ โดยจะคงสิทธิไว้จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิหลังการทบทวนใหม่ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอผลการอุทธรณ์ก่อน
นายภราดรกล่าวว่า รัฐบาลต้องการดูแลผู้ที่สมควรได้รับการดูแล หรือผู้มีรายได้น้อยที่เป็นคนจนจริง ขณะเดียวกันจะตรวจสอบกรณีการนำชื่อบุคคลอื่นไปสวมสิทธิ เช่น นำชื่อคนจนไปเป็นกรรมการบริษัท ใช้ทำบัญชีม้า หรือใช้เป็นลูกจ้างเพื่อประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
หลังจากกระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบหลักเกณฑ์และกระบวนการอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว จะเดินหน้าตรวจสอบกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิต่อไป รวมถึงกรณีการนำชื่อบุคคลไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
นายภราดรย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าจะต้องเหลือเท่าใด หรือกลับไปอยู่ที่จำนวนเดิมกว่า 13 ล้านคน เพราะจำนวนผู้ได้รับสิทธิไม่ใช่เป้าหมายหลัก รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบและสมควรได้รับความช่วยเหลือได้
สาเหตุที่ต้องมีการทบทวนสิทธิครั้งใหม่ เนื่องจากมีการร้องเรียนทั้งกรณีผู้ที่ไม่ควรได้รับสิทธิแต่กลับได้รับสิทธิ และผู้ที่ควรได้รับสิทธิแต่ไม่เคยได้รับ จึงต้องตรวจสอบข้อมูลใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยการทบทวนที่ผ่านมาได้ผู้มีสิทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 ล้านคน
นายภราดรยังกล่าวถึงการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ คตท. ได้แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการดูแลเรื่องการติดสินบนเชิงทุจริตในภาครัฐ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI และแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้าง
ภารกิจสำคัญคือการตรวจสอบกระบวนการอนุมัติและอนุญาตของหน่วยงานรัฐ ซึ่งนายภราดรมองว่าเป็นหนึ่งในช่องว่างที่อาจนำไปสู่การทุจริต โดยเฉพาะกรณีประชาชนหรือผู้ประกอบการต้องยื่นเอกสารและรอการอนุมัติเป็นเวลานาน ทำให้เกิดช่องว่างในการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และอาจนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์
แนวทางที่เตรียมผลักดันคือระบบ “Super License” หรือการรวมกระบวนการขออนุมัติและอนุญาตไว้ในจุดเดียว พร้อมนำขั้นตอนต่าง ๆ ขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานตรวจสอบ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท. สามารถติดตามได้ว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด และแต่ละขั้นตอนมีกรอบระยะเวลาเท่าใด
นายภราดรกล่าวว่า จะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดภารกิจและตัวชี้วัด หรือ KPI ให้ชัดเจน โดยมีสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบ
ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการนำระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์แล้วเพียงหลักร้อยแห่งจากทั้งหมดหลายพันแห่ง รัฐบาลจึงเตรียมผลักดันให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้าสู่ระบบมากขึ้นภายในปีหน้า รวมถึงเร่งขยายการใช้งานไปยังหน่วยงานอื่นที่ยังไม่ได้เข้าร่วมระบบ
นายภราดรกล่าวว่า ทั้งการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและการยกระดับกระบวนการอนุมัติอนุญาตของภาครัฐ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงข้อมูลและระบบการทำงานให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดช่องว่างที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตและการใช้สิทธิของประชาชนโดยไม่ถูกต้อง