Korn Pongjitdham, M.D.
คนสมัยก่อนชอบพูดกันว่า ถ้าอยากรู้ธาตุแท้ (True Character) ของใคร ให้ลองนั่งดื่มเหล้าด้วยกันสักครั้ง แล้วดูว่าเวลาเมาเขาเป็นคนอย่างไร คำพูดนี้มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย เพราะแอลกอฮอล์ทำให้การยับยั้งชั่งใจลดลง (Disinhibition) สิ่งที่ปกติพยายามกดไว้จึงหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น บางคนเมาแล้วอารมณ์ดี บางคนพูดมาก บางคนชอบข่มคนอื่น บางคนหาเรื่องทะเลาะ และบางคนแม้จะเมาแล้วก็ยังเกรงใจคนรอบข้างเหมือนเดิม อาการตอนเมาจึงบอกอะไรบางอย่างได้จริง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะเวลาคนเมา สมองไม่ได้เพียงแค่เผยตัวจริงออกมาเท่านั้น การควบคุมอารมณ์ การประเมินสถานการณ์ และการตัดสินใจก็ถูกรบกวนจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไปพร้อมกันด้วย
ถ้าอยากดูนิสัยตั้งต้นของคนให้สะอาดกว่านั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาเมาเลย ลองดูตอนเขาขับรถ หรือตอนเขาเล่นกอล์ฟ เพราะในสองสถานการณ์นี้ คนยังมีสติครบ ไม่ได้ขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง เพียงแต่เหตุการณ์จำนวนมากเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะสร้างภาพทัน และหลายจังหวะก็มีลักษณะคล้าย Weak Situations คือแรงกำกับจากภายนอกอ่อนลง ไม่มีตำรวจหรือกรรมการยืนคุมอยู่ตรงหน้า และไม่มีแรงกดดันจากสายตาของสังคมมากพอจะบังคับให้ต้องวางตัวให้ดูดี สิ่งที่หลุดออกมาในวินาทีนั้นจึงน่าสนใจมาก ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเขา แต่เป็นค่าตั้งต้น (Default Setting) ของระบบภายใน หรือกระบวนการตอบสนองแบบรวดเร็วและอัตโนมัติที่มักเรียกกันว่า System 1 ว่าเมื่อยังไม่มีเวลาคิด เขามองโลกและคนรอบข้างอย่างไร
ทำไมถนนจึงเป็นสถานที่ดูคนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ลองนั่งรถไปกับใครสักคน แล้วสังเกตเวลามีรถอีกคันเปิดไฟขอเข้าช่องทาง บางคนผ่อนคันเร่งให้โดยอัตโนมัติ เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายคงจำเป็นต้องเข้ามา และการเสียเวลาเพิ่มไม่กี่วินาทีก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอะไร แต่บางคนกลับเร่งเครื่องขึ้นมาทันที ปิดช่องว่างทันที ทั้งที่รถอีกคันไม่ได้เบียดเข้ามาอย่างเสียมารยาท เพียงแค่ขอทางตามปกติ
ปฏิกิริยาอัตโนมัติที่แทบคล้าย Reflex นี้เกิดเร็วมาก เร็วจนบางครั้งคนขับเองก็อาจไม่ได้ทันคิดด้วยซ้ำว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น มันเหมือนมีบางอย่างสั่งอยู่ข้างในว่า อย่าให้ใครเข้ามาอยู่ข้างหน้า อย่าให้ใครแซง อย่าเสียพื้นที่ และอย่ายอมแม้เพียงนิดเดียว จากนั้นสมองจึงค่อยเข้ามาหาเหตุผลย้อนหลังว่า รถคันนั้นควรไปต่อท้ายเอง รถติดอยู่แล้ว ไม่อยากให้ใครมาปาด หรือทุกคนก็รีบเหมือนกัน
บางครั้งเหตุผลเหล่านี้ก็อาจถูกต้องจริง แต่ถ้าคนคนหนึ่งตอบสนองแบบเดิมซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่มีใครขอทาง เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับการจราจรเพียงอย่างเดียวแล้ว มันกำลังบอกว่า เวลามีผลประโยชน์เล็ก ๆ ให้แย่งกัน ระบบตั้งต้นของเขาคือการร่วมมือ หรือการปกป้องพื้นที่และผลประโยชน์ของตัวเองอย่างสุดแรง
เวลารถคันหน้าออกตัวช้า เขารอได้ไม่กี่วินาทีหรือบีบแตรทันที เวลามีคนข้ามถนน เขาชะลอให้โดยอัตโนมัติ หรือเร่งเพื่อให้ตัวเองผ่านไปก่อน เวลามีรถคันอื่นทำพลาดเล็กน้อย เขามองว่าอีกฝ่ายอาจเผลอได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป หรือระเบิดอารมณ์ขึ้นมาราวกับถูกล่วงละเมิดอย่างร้ายแรง
ถนนจึงไม่ได้เพียงทดสอบฝีมือการขับรถ แต่ยังเปิดเผยว่า เวลาความสะดวกของตัวเองถูกขัดใจเพียงเล็กน้อย คนคนนั้นจัดการกับอารมณ์อย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ เขายังมองเห็นความเป็นมนุษย์ของคนอื่นอยู่หรือไม่
สนามกอล์ฟไม่ได้วัดแค่ฝีมือ แต่เปิดให้เห็นวิธีที่คนจัดการกับตัวเอง
สนามกอล์ฟก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่อ่านคนได้ดีมาก เพราะเป็นกีฬาที่ผู้เล่นต้องกำกับตัวเอง (Self-regulation) อยู่ตลอดเวลา ไม่มีกรรมการเดินตามทุกช็อต ไม่มีใครเห็นทุกจังหวะ ลูกขยับหรือไม่ ขานคะแนนตรงหรือเปล่า ตีเสียแล้วนับอย่างไร หรือจังหวะก้ำกึ่งควรให้ประโยชน์แก่ใคร หลายเรื่องขึ้นอยู่กับความตรงไปตรงมาของผู้เล่นเอง
เวลาตีดี ทุกคนอารมณ์ดีได้ไม่ยาก แต่เวลาตีเสียต่างหากที่น่าสนใจ บางคนตีเสียแล้วก็ยอมรับว่า วันนี้ตัวเองเล่นไม่ดี วางไม้ลง ตั้งสติ แล้วเล่นต่อ บางคนเริ่มหงุดหงิด โทษลม โทษสนาม โทษอุปกรณ์ โทษแคดดี้ โทษคนข้างหน้าเล่นช้า หรือทำให้คนรอบตัวต้องรับอารมณ์เสียไปด้วย
คนที่ตีเสียแล้วหัวเสียครั้งหนึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่น่าคบ เพราะทุกคนมีวันที่อารมณ์ไม่ดีได้ แต่ถ้าทุกครั้งที่เสียเปรียบ เขาต้องหาคนอื่นมารับผิดเสมอ นั่นเป็นข้อมูลที่ควรจำไว้ เพราะชีวิตจริงไม่มีใครตีลงแฟร์เวย์ทุกหลุม วันหนึ่งเขาอาจกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน หุ้นส่วน หัวหน้า หรือคู่ชีวิตของเรา และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น สิ่งที่เราอยากรู้ไม่ใช่ว่าเขาดูดีแค่ไหนเวลาทุกอย่างราบรื่น เราอยากรู้ว่า เวลาผิดหวัง เขารับผิดชอบตัวเองได้ไหม เวลาตัวเองพลาด เขายอมรับความจริงได้หรือเปล่า และเวลามีโอกาสเอาเปรียบโดยที่ไม่มีใครเห็น เขายังรักษากติกาอยู่หรือไม่
อย่าดูเฉพาะเรื่องใหญ่ เพราะนิสัยจริงมักหลุดออกมาในเรื่องเล็ก
หลายคนเข้าใจว่า ถ้าจะดูนิสัยของใคร ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ก่อน เช่น มีปัญหาเรื่องเงิน มีความขัดแย้งรุนแรง หรือเจอวิกฤตบางอย่าง จริงอยู่ เหตุการณ์ใหญ่เปิดเผยคนได้มาก แต่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรอให้เสียหายถึงขนาดนั้น เพราะนิสัยตั้งต้นมักโผล่ออกมาในเรื่องเล็ก ๆ ที่คนไม่คิดว่ามีใครสังเกตอยู่
ลองดูเวลาต้องเดินสวนกันในทางแคบ บางคนชะลอให้เองโดยอัตโนมัติ บางคนเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อให้คนอื่นผ่านได้สะดวก และบางคนเดินตรงต่อไปเหมือนเป็นหน้าที่ของคนอื่นที่จะต้องหลบให้ตัวเองเสมอ เรื่องนี้แทบไม่มีผลประโยชน์อะไรให้แย่งกันเลย ไม่มีใครได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันจากการเดินผ่านก่อนครึ่งวินาที แต่กลับเปิดเผยวิธีที่คนคนหนึ่งรับรู้การมีอยู่ของผู้อื่นได้ดีมาก
ลองดูเวลามีผู้สูงอายุเดินช้าอยู่ข้างหน้า เด็กยืนเกะกะ พนักงานใหม่ทำงานยังไม่คล่อง หรือรถคันหน้ากำลังลังเลเพราะหาทางไม่เจอ บางคนอาจหงุดหงิดขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ยังมองเห็นว่าอีกฝ่ายมีข้อจำกัดของเขา บางคนกลับรับรู้เพียงว่า มีสิ่งหนึ่งกำลังขวางทางกูอยู่ และมันควรรีบหายไปเสียที ความต่างเล็ก ๆ นี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า ในระดับอัตโนมัติ คนคนนั้นมองคนอื่นเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง หรือมองเป็นเพียงอุปสรรค (Obstacle) ที่ทำให้ชีวิตตัวเองช้าลง
เวลาคนอื่นพลาดแล้วเราได้ประโยชน์ เป็นอีกจังหวะที่อ่านคนได้แม่นมาก
ลองดูเวลาร้านอาหารลืมคิดของบางรายการ แคชเชียร์ทอนเงินเกิน หรือพนักงานแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง คนบางคนทักทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดต่อรองกับตัวเองมากนัก บางคนเงียบไว้ก่อน แล้วค่อยเริ่มสร้างคำอธิบายขึ้นมาในใจว่า ร้านใหญ่ขนาดนี้ไม่เป็นไรหรอก เป็นความผิดของพนักงานเอง เงินแค่นี้คงไม่มีใครเดือดร้อน หรือถือว่าโชคดีของเรา
ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกใช้เพื่อยับยั้งสัญชาตญาณเสมอไป บางครั้งมันกลับถูกเรียกมาทีหลัง เพื่อทำหน้าที่เป็นทนาย ช่วยหาเหตุผลให้สิ่งที่ใจตัดสินใจไปก่อนแล้ว เรียกว่ากระบวนการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง (Rationalization)
อย่าดูเพียงว่า คนคนหนึ่งฉลาดแค่ไหน ให้ดูด้วยว่า เขาใช้ความฉลาดนั้นเพื่อพิจารณาตัวเอง หรือใช้เพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง
กีฬาเล่นกันเองที่ไม่มีกรรมการ ก็เป็นพื้นที่ทดลองขนาดเล็กที่ดีมาก
ไม่จำเป็นต้องเป็นกอล์ฟเสมอไป แบดมินตัน เทนนิส ปิงปอง ฟุตบอลสมัครเล่น หรือแม้แต่เกมกระดานธรรมดา ก็อ่านนิสัยคนได้พอสมควร โดยเฉพาะเวลามีจังหวะก้ำกึ่ง ลูกลงเส้นหรือไม่ลง คะแนนควรเป็นของใคร กติกาควรตีความอย่างไร
คนบางคนถ้าไม่แน่ใจจะให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตรงข้ามก่อน บางคนกลับตีความทุกอย่างเข้าข้างตัวเองโดยอัตโนมัติ การอยากชนะไม่ใช่เรื่องผิด คนเล่นเกมก็ย่อมอยากชนะเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่บอกนิสัยคือ เขาต้องชนะด้วยวิธีแบบไหน และถ้าไม่มีใครควบคุม เขายังควบคุมตัวเองได้อยู่หรือไม่
อย่ารีบตัดสินคนจากครั้งเดียว ให้ดูรูปแบบที่เกิดซ้ำ
การสังเกตคนไม่ใช่การคอยจับผิดทุกกิริยา และไม่ใช่การด่วนตัดสินว่าใครเป็นคนเลวจากเหตุการณ์เล็กเพียงครั้งเดียว คนเรามีวันที่เหนื่อย เครียด เจ็บป่วย หรือมีเรื่องหนักอยู่ในใจได้ทั้งหมด บางครั้งคนดีมาก ๆ ก็หงุดหงิดได้ บีบแตรได้ เดินชนคนอื่นได้ หรือเผลอพูดจาไม่น่ารักได้
สิ่งที่ควรดูจริง ๆ จึงไม่ใช่เหตุการณ์เดียว แต่คือรูปแบบที่เกิดซ้ำ (Behavioral Consistency) ในสถานการณ์ต่างกัน และอย่าดูเพียงปฏิกิริยาแรก ให้ดูจังหวะถัดมาด้วย
บางคนอาจหงุดหงิดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่พอรู้ตัวก็หยุด ขอโทษ หรือแก้ไขพฤติกรรมของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แบบนี้ยังบอกว่า เขามีความสามารถในการมองเห็นตัวเอง และมีสติกลับมารับช่วงต่อจากอารมณ์ได้
แต่บางคนเมื่อหลุดพฤติกรรมเอาเปรียบออกมาแล้ว กลับใช้เหตุผลทั้งหมดเพื่อปกป้องตัวเองต่อ โยนความผิดให้คนอื่น และไม่เคยย้อนมองว่าตัวเองมีส่วนผิดอะไรหรือไม่ คนแบบหลังต่างหากที่ควรระวัง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่เขามีสัญชาตญาณดิบเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่อยู่ที่เมื่อมีเวลาใช้สมองแล้ว สมองยังถูกใช้เพื่อรับใช้สัญชาตญาณเดิม ไม่ได้ถูกใช้เพื่อควบคุมหรือทบทวนมันเลย
เราทุกคนมีสัญชาตญาณดิบ แต่ไม่ใช่ทุกคนปล่อยให้มันขับชีวิต
มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์ มีความหงุดหงิด มีความอยากเอาชนะ และมีแรงกระตุ้นให้ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มีใครสงบ มีเหตุผล และมีเมตตาได้ครบทุกวินาที
สิ่งที่ต่างกันคือ บางคนปล่อยให้แรงกระตุ้นแรกเป็นคนขับชีวิต แล้วใช้เหตุผลคอยหาคำแก้ตัวตามหลัง ขณะที่บางคนอาจมีแรงกระตุ้นแบบเดียวกัน แต่สามารถเห็นมัน หยุดมัน และเลือกวิธีตอบสนองใหม่ได้เร็วกว่า
คนที่น่าคบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ไม่เคยเผลอ ไม่เคยโกรธ และไม่เคยทำผิด แต่เป็นคนที่เมื่อไม่มีใครบังคับให้เขาเป็นคนดี เขายังมีความเกรงใจต่อผู้อื่นอยู่ เมื่อไม่มีรางวัลให้ทำดี เขายังเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีใครเห็น เขายังรักษากติกา และเมื่อมีโอกาสได้เปรียบเพียงเล็กน้อย เขาไม่รีบคว้ามันไว้โดยไม่สนใจว่าใครต้องเป็นคนรับผลเสีย
โลกออนไลน์ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่อ่านนิสัยคนได้ดี แต่ต้องอ่านให้เป็น
ในยุคนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องนั่งรถไปกับทุกคน หรือพาใครไปเล่นกอล์ฟเสมอไป แค่ดูว่าเขาตอบสนองต่อข่าวที่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างไร ก็เห็นอะไรบางอย่างได้มากพอสมควร
บางคนเมื่อเห็นข่าวที่กระทบอารมณ์ จะหยุดรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อน บางคนตั้งคำถาม บางคนยอมรับตรง ๆ ว่ายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บางคนรีบด่า รีบประณาม รีบแชร์ และรีบตัดสินความเป็นคนของผู้อื่นทันที ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังมาไม่ครบ
สิ่งที่น่าสังเกตไม่ใช่เพียงว่าเขาคิดเหมือนเราหรือไม่ แต่คือเขามีความอดทนต่อความไม่แน่นอนเพียงใด เขาสนใจข้อเท็จจริงมากกว่าความสะใจหรือเปล่า และเมื่อข้อมูลใหม่ออกมาหักล้างความเชื่อเดิม เขาสามารถแก้ไขตัวเองได้ไหม
โลกออนไลน์ไม่ได้เพียงเปิดโอกาสให้สันดานดิบหลุดออกมาเท่านั้น บางครั้งมันยังให้รางวัลแก่ความด่วนตัดสิน ความโกรธ และการร่วมรุมกับฝูงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม โลกออนไลน์ก็ไม่ได้สะท้อนค่าตั้งต้นภายในอย่างบริสุทธิ์เสมอไป เพราะคนยังมีเวลามองทิศทางของฝูง เลือกถ้อยคำ และแสดงบทบาทเพื่อแลกกับการยอมรับจากคนในกลุ่มได้เช่นกัน
การอ่านนิสัยคนจากโลกออนไลน์จึงต้องดูให้ลึกกว่าคำพูดแรง ๆ เพียงครั้งเดียว ให้ดูรูปแบบซ้ำ ๆ และดูว่า หลังจากอารมณ์วูบแรกผ่านไปแล้ว เขาใช้สมองเพื่อค้นหาความจริง หรือใช้สมองเพื่อหาเหตุผลปกป้องความสะใจของตัวเอง
อยากรู้ว่านิสัยแท้จริงของใคร ไม่ต้องรอให้เขาพูดถึงตัวเองมากนัก และไม่จำเป็นต้องรอให้เขาดื่มเหล้าจนเมา ลองดูตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะสร้างภาพทัน เพราะนิสัยจริงของคนมักไม่ได้ปรากฏชัดที่สุดตอนที่เขามีเวลาคิดว่าจะวางตัวอย่างไร แต่มักหลุดออกมาในเสี้ยววินาที ก่อนที่สมองจะทันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองดูเป็นคนดี
แล้วถ้ามองจากปฏิกิริยาเล็ก ๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน สังคมไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสติและเหตุผล หรือปล่อยให้สันดานดิบแบบสัตว์เดรัจฉานเป็นคนขับมากกว่ากัน?
Korn Pongjitdham, M.D.
เอกสารประกอบการเขียน
1. Ābele, L., Haustein, S., Møller, M., & Zettler, I. (2020). Links between observed and self-reported driving anger, observed and self-reported aggressive driving, and personality traits. Accident Analysis & Prevention, 140, 105516. DOI: 10.1016/j.aap.2020.105516
2. Ambady, N., & Rosenthal, R. (1992). Thin slices of expressive behavior as predictors of interpersonal consequences: A meta-analysis. Psychological Bulletin, 111(2), 256–274. DOI: 10.1037/0033-2909.111.2.256
3. Boardley, I. D., & Kavussanu, M. (2007). Development and validation of the Moral Disengagement in Sport Scale. Journal of Sport & Exercise Psychology, 29(5), 608–628. DOI: 10.1123/jsep.29.5.608
4. Brady, W. J., McLoughlin, K., Doan, T. N., & Crockett, M. J. (2021). How social learning amplifies moral outrage expression in online social networks. Science Advances, 7(33), eabe5641. DOI: 10.1126/sciadv.abe5641
5. Fleeson, W. (2001). Toward a structure- and process-integrated view of personality: Traits as density distributions of states. Journal of Personality and Social Psychology, 80(6), 1011–1027. DOI: 10.1037/0022-3514.80.6.1011
6. Luo, X., Ge, Y., & Qu, W. (2023). The association between the Big Five personality traits and driving behaviors: A systematic review and meta-analysis. Accident Analysis & Prevention, 183, 106968. DOI: 10.1016/j.aap.2023.106968
7. Mazar, N., Amir, O., & Ariely, D. (2008). The dishonesty of honest people: A theory of self-concept maintenance. Journal of Marketing Research, 45(6), 633–644. DOI: 10.1509/jmkr.45.6.633
8. Meyer, R. D., Dalal, R. S., & Hermida, R. (2010). A review and synthesis of situational strength in the organizational sciences. Journal of Management, 36(1), 121–140. DOI: 10.1177/0149206309349309
9. Shalvi, S., Gino, F., Barkan, R., & Ayal, S. (2015). Self-serving justifications: Doing wrong and feeling moral. Current Directions in Psychological Science, 24(2), 125–130. DOI: 10.1177/0963721414553264
10. Steele, C. M., & Josephs, R. A. (1990). Alcohol myopia: Its prized and dangerous effects. American Psychologist, 45(8), 921–933. DOI: 10.1037/0003-066X.45.8.921
11. Suler, J. (2004). The online disinhibition effect. CyberPsychology & Behavior, 7(3), 321–326. DOI: 10.1089/1094931041291295
12. Tett, R. P., & Guterman, H. A. (2000). Situation trait relevance, trait expression, and cross-situational consistency: Testing a principle of trait activation. Journal of Research in Personality, 34(4), 397–423. DOI: 10.1006/jrpe.2000.2292