โดย...นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม
ท่ามกลางกระแสธารข้อมูลที่หลั่งไหลอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียลมีเดีย เรามักพบเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน นั่นคือการที่ผู้คนจำนวนมากกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงและมั่นใจในเรื่องที่ตนเองมีความรู้เพียงผิวเผิน ในขณะที่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญตัวจริงกลับเลือกที่จะสงวนท่าทีหรือถูกเบียดขับออกจากวงสนทนาด้วยข้อหาว่าจุกจิกหรือเรื่องเยอะ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีรากฐานลึกซึ้งจากกลไกทางจิตวิทยา วิวัฒนาการ และสัจธรรมที่ดำรงมานับพันปี
กลไกแรกที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ Dunning-Kruger Effect หรือความหลงผิดของคนเขลาที่ประเมินความสามารถตนเองสูงเกินจริง เนื่องจากพวกเขาขาดทักษะในการวิเคราะห์ว่าเรื่องนั้นๆ มีความซับซ้อนเพียงใด เมื่อคนกลุ่มนี้มองเห็นปัญหาที่มีตัวแปรมหาศาล พวกเขาจะมองเห็นเพียงเปลือกนอกที่เข้าใจง่ายที่สุด และสรุปความอย่างกำปั้นทุบดิน ความมั่นใจที่ปราศจากความสามารถ (Confidence without Competence) จึงกลายเป็นเสียงที่ดังที่สุดในสังคมออนไลน์ ลองนึกภาพเวลาที่มีข่าวสะพานถล่มหรืออาคารทรุด คนที่ไม่เคยเรียนวิศวกรรมวันเดียวก็พร้อมชี้นิ้วสั่งสอนวิศวกรผู้ออกแบบได้ทันทีในคอมเมนต์ หรือเมื่อมีการถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณสุข ผู้ที่ไม่เคยอ่านงานวิจัยแม้แต่ชิ้นเดียวก็สามารถ “สรุป” ได้ในประโยคเดียวว่าหมอและนักระบาดวิทยาคิดผิดทั้งหมด
นอกจากนี้ สมองของมนุษย์โดยธรรมชาติเป็นนักประหยัดพลังงานหรือ Cognitive Misers ซึ่งมักจะเลือกใช้ทางลัดทางความคิดมากกว่าการวิเคราะห์เชิงตรรกะที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจระบบวิศวกรรมหรือข้อมูลสถิติที่ละเอียดอ่อนต้องใช้พลังงานสมองสูง คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณหรืออารมณ์ความรู้สึก เพราะมันง่ายและให้ความพึงพอใจในทันที เมื่อความง่ายมาเจอกับกำแพงล่องหนของโลกออนไลน์ที่ลดทอนความรับผิดชอบต่อคำพูด (Online Disinhibition Effect) จึงทำให้คนกล้าแสดงความเห็นที่บิดเบือนโดยไม่รู้สึกถึงแรงกดดันทางสังคม
ปัจจัยที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือเรื่องของปมด้อยตามหลักจิตวิทยาของ Alfred Adler เมื่อบุคคลรู้สึกไร้ตัวตนหรือไม่ประสบความสำเร็จในโลกแห่งความจริง พวกเขามักจะชดเชยด้วยการสร้างอำนาจในโลกสมมติ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือกลไกนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ความชั่วร้ายที่จงใจ แต่เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของจิตใจที่ต้องการรู้สึกมีคุณค่า การได้สั่งสอนผู้อื่นหรือการวิจารณ์ผู้ที่มีความรู้สูงกว่าด้วยคำพูดที่ฟังดูฉลาด คือกระบวนการสร้างความรู้สึกมีตัวตนชั่วคราว การโจมตีคนที่ใส่ใจรายละเอียดว่าจุกจิกจึงเป็นเพียงกลไกป้องกันตัวเพื่อไม่ต้องยอมรับว่าตนเองตามความซับซ้อนนั้นไม่ทัน เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว เราจะตอบสนองต่อพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างมีสติมากขึ้น แทนที่จะโต้กลับด้วยอารมณ์
ความจริงเรื่องสัดส่วนของคนในสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบเทียบระดับปัญญาของมนุษย์ไว้อย่างลุ่มลึกผ่านอุปมาเรื่องบัว 4 เหล่า และทรงย้ำเตือนถึงปริมาณของผู้ที่เข้าถึงธรรมหรือความจริงแท้ว่ามีน้อยนิดเพียงฝุ่นที่ปลายเล็บ เมื่อเทียบกับฝุ่นในมหาปฐพีซึ่งเปรียบได้กับผู้ที่ยังมืดบอดและติดอยู่ในเปลือกนอก สัจธรรมนี้ยังคงเป็นจริงเสมอมา ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด ปริมาณของผู้วิเคราะห์แก่นสารมักพ่ายแพ้ต่อปริมาณของผู้นิยมเปลือกในเชิงจำนวนเสมอ
การปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้นไม่ได้เริ่มต้นที่การไล่แก้ไขความคิดของคนทุกคน ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลัง แต่เริ่มต้นที่การสร้างภูมิต้านทานทางปัญญาให้กับตนเองและคนรอบข้างด้วยแนวทางดังนี้
1 การตระหนักรู้ในความไม่รู้ (Metacognition) เราต้องหมั่นตรวจสอบตัวเองว่า ความมั่นใจที่เรามีในเรื่องนั้นๆ มาจากข้อมูลที่ครบถ้วนหรือเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ การกล้ายอมรับว่าเราไม่รู้คือจุดเริ่มต้นของสติปัญญาที่แท้จริง
2 การให้ค่ากับความละเอียด (Valuing Detail) สังคมต้องเรียนรู้ที่จะเคารพความจุกจิกหรือความละเอียดลออ เพราะความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้สร้างขึ้นจากคำว่าหยวนๆ หรือการมองข้ามจุดเล็กน้อย แต่สร้างขึ้นจากความใส่ใจในทุกมิติของข้อมูล
3 การใช้สติทวนกระแสอารมณ์ เมื่อเห็นการถกเถียงที่ไร้สาระหรือการโจมตีตัวบุคคลในโซเชียลมีเดีย แทนที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระแสฝุ่นมหาปฐพี ให้เลือกใช้โยนิโสมนสิการ หรือการพิจารณาโดยแยบคายเพื่อแยกแยะระหว่างความเห็นกับข้อเท็จจริง
4 การรักษามาตรฐานปัญญาในวงสนทนาคุณภาพ แม้เสียงของคนส่วนน้อยจะเบาลงในโลกดิจิทัล แต่การรวมกลุ่มและสนับสนุนผู้ที่พูดด้วยความจริงและตรรกะคือสิ่งที่จำเป็น เพื่อไม่ให้มาตรฐานความถูกต้องของสังคมถูกกลืนกินด้วยความสะใจชั่วคราว
5 การเรียกร้องให้ระบบรับผิดชอบ ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบที่เราอยู่ด้วย แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้ขยายเสียงที่กระตุ้นอารมณ์ได้ดีกว่าเสียงที่อธิบายความซับซ้อน ระบบการศึกษาที่เน้นท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ผลิตคนที่เคยชินกับคำตอบสำเร็จรูป สื่อที่แข่งขันด้วยยอดวิวมากกว่าความถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งของกลไกเดียวกัน การเรียกร้องให้สถาบันเหล่านี้ปรับทิศทางจึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ตื่นรู้ ไม่ใช่เพียงการปรับตัวของปัจเจกบุคคล
บทสรุปของปรากฏการณ์นี้คือการยอมรับความจริงว่าสังคมจะมีคนมองเปลือกมากกว่ามองแก่นเสมอ นั่นคือสัจธรรมที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือจะยืนอยู่ตรงไหนในสมการนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสฝุ่นมหาปฐพีที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความฉาบฉวย หรือจะเป็นฝุ่นปลายเล็บที่เลือกจะรักษาความถูกต้อง ความลึก และความรับผิดชอบต่อสังคมเอาไว้ การเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อดูถูกผู้อื่น แต่เพื่อให้เราไม่เสียพลังงานไปกับการโต้ตอบที่ไร้ประโยชน์ และหันมาลงทุนกับสิ่งที่มีความหมายกว่า นั่นคือการช่วยกันยกระดับคุณภาพของบทสนทนาสาธารณะในสังคมไทยให้ดีขึ้นทีละก้าว
และผู้เขียนเองก็อาจเป็นคนโง่คนหนึ่งในผืนปฐพีนี้ก็เป็นได้