The Great Transitions: เมื่อโลกเปลี่ยนขั้ว ไทยต้องเปลี่ยนเกม

The Great Transitions: เมื่อโลกเปลี่ยนขั้ว ไทยต้องเปลี่ยนเกม
โดย...สุวิทย์ เมษินทรีย์

บทนำ: สัญญาณจากเยเรวานถึงโรงกลั่นในจีน

ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 โลกได้เห็นสองเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่แท้จริงแล้วคือจิ๊กซอว์ของระเบียบโลกใหม่

ที่เมืองเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีแคนาดา Mark Carney ปรากฏตัวในฐานะแขกพิเศษนอกยุโรปคนแรกในการประชุม European Political Community (EPC) นี่ไม่ใช่เพียงการทูตเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นการก่อรูปของ “Network Sovereignty” — อำนาจรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้ยึดโยงกับพรมแดนรัฐ แต่กระจายตัวอยู่ในเครือข่ายพันธมิตรที่ออกแบบร่วมกัน

ในขณะเดียวกัน จีนประกาศปฏิเสธมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อบริษัทโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กอย่างสิ้นเชิง การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่เพียงการตอบโต้เชิงพาณิชย์ แต่คือสัญญาณว่า “อำนาจทางการเงินแบบรวมศูนย์” (financial weaponization) กำลังถูกท้าทายจากระบบทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งศูนย์กลางเดิม

สองเหตุการณ์นี้สะท้อนความจริงเดียวกัน: โลกไม่ได้กำลัง “เปลี่ยนขั้ว” อย่างง่าย แต่กำลัง “เปลี่ยนสถาปัตยกรรมของอำนาจ” และในทุกการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ จะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่น แต่กลายเป็น “ผู้ออกแบบเกม”

I. กฎเหล็กของอำนาจ: จาก Overstretch สู่ Fragile Complexity

Paul Kennedy เคยอธิบายว่า มหาอำนาจล่มสลายเพราะ “Imperial Overstretch” — การขยายตัวเกินศักยภาพทางเศรษฐกิจ

แต่ในศตวรรษที่ 21 ปัญหาได้วิวัฒน์ไปไกลกว่านั้น

วันนี้ โลกกำลังเผชิญ “Fragile Complexity” — ระบบที่ซับซ้อนจนเกินกว่าที่สถาบันใดจะควบคุมได้อย่างมีเสถียรภาพ ทั้งจากหนี้สาธารณะที่พอกพูน ความแตกแยกภายใน และการเชื่อมโยงที่เปราะบาง

ในอดีต ปัญหาคือ “รัฐใหญ่เกินตัว” ในปัจจุบัน ปัญหาคือ “ระบบซับซ้อนเกินกำกับ”

อำนาจจึงไม่ได้วัดจาก “ขนาด” อีกต่อไป แต่จาก “ความสามารถในการจัดระเบียบความไม่แน่นอน”

ผู้ชนะในโลกใหม่ จึงไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่มี “ความสามารถในการสร้างระเบียบท่ามกลางความโกลาหล” (Chaos Governance Capacity)

II. จากผู้ครองโลก สู่ผู้ออกแบบโลก


จักรวรรดิอังกฤษเสื่อมลง เพราะยึดติดกับการ “ครอบครอง” ขณะที่สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาด้วยการ “ออกแบบสถาปัตยกรรมโลก”

อำนาจในโลกสมัยใหม่ไม่ได้อยู่ที่การควบคุมดินแดน แต่อยู่ที่การกำหนด “มาตรฐาน” และ “กติกา” —ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน เครือข่ายการสื่อสาร หรือโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล 
ผู้ที่กำหนดมาตรฐาน คือผู้ที่สามารถ “เก็บคุณค่า” จากทั้งระบบโลก

นี่คือ การเปลี่ยนผ่านจาก Geopolitics -> Geoeconomics -> Geo-architecture และในโลกเช่นนี้ “การออกแบบระบบ” คือรูปแบบสูงสุดของอำนาจ

III. โลกยุคอำนาจซ้อนชั้น (Stacked Power System)

โลกไม่ได้กำลังกลายเป็นเพียง “หลายขั้ว” แต่กำลังกลายเป็น “หลายชั้นของอำนาจ” — ระบบที่ซ้อนทับและทับซ้อนกันโดยไม่มีศูนย์กลางเดียว

อำนาจกระจายอยู่ในรัฐ เครือข่าย เทคโนโลยี และ “กติกาที่มองไม่เห็น”

สามพลวัตสำคัญที่กำลังกำหนดโลกใหม่:

1) Weaponized Interdependence: ความเชื่อมโยงที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของโลกาภิวัตน์ กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ — ตั้งแต่ระบบการเงิน ไปจนถึงซัพพลายเชน

2) The Rise of Protocols: เมื่อความเชื่อมั่นทางการเมืองสั่นคลอน อำนาจจึงเคลื่อนไปสู่ “กติกาทางเทคนิค” เช่น AI governance, blockchain, และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ผู้ที่กำหนด protocol คือผู้ที่กำหนดอนาคต

3) Competition of Narratives: การแข่งขันไม่ใช่เพียงว่าใครแข็งแกร่งกว่า แต่คือ “ระบบของใครทำงานได้จริง” — ใครสามารถมอบความมั่นคง โอกาส และคุณภาพชีวิตได้ดีกว่า

IV. มนุษย์: ฐานรากที่แท้จริงของอำนาจ

หากทรัพยากรคือ “น้ำมัน” ของศตวรรษที่ 20 “ศักยภาพมนุษย์” ก็คือ “หน่วยประมวลผล” ของศตวรรษที่ 21

ประเทศที่ล้มเหลว ไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่ขาด “ระบบที่เปิดพื้นที่ให้ความสามารถและความคิดใหม่เติบโต”

เมื่อเรายังผลิต “ทักษะของอดีต” เพื่อ “แก้ปัญหาของอนาคต” และสร้างเพียง “ผู้ปฏิบัติ” ในโลกที่ต้องการ “ผู้ออกแบบ” ช่องว่างเชิงอำนาจจะค่อย ๆ ถ่างออกโดยที่เราไม่รู้ตัว

V. ยุทธศาสตร์ประเทศไทย: The Architect of the Middle

ในโลกที่อำนาจกระจายและซ้อนเป็นชั้นๆ โจทย์ของไทยไม่ใช่การ “เลือกข้าง” แต่คือการ “ออกแบบตำแหน่งของตนเอง”

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจาก Middle Power ไปสู่ “The Architect of the Middle” —ไม่ใช่ผู้เล่นที่วิ่งตามเกม แต่เป็นผู้ที่ออกแบบ “สนาม” ให้เกมเกิดขึ้น

1. จาก Transaction Point สู่ Systemic Enabler

เมื่อโลกกำลัง fragment ประเทศต่าง ๆ ต้องการ “พื้นที่กลาง” ที่ใช้งานได้จริง

ไทยต้องพัฒนาเป็น Neutral Infrastructure ผ่าน regulatory sandbox และ legal architecture ที่เอื้อต่อเทคโนโลยีและธุรกิจที่มหาอำนาจยังตกลงกันไม่ได้

2. ยึด Strategic Hole: สร้างความเชื่อมั่น

ทรัพยากรที่ขาดแคลนที่สุดในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่น้ำมันหรือเงินทุน แต่คือ “ความเชื่อมั่น”

ไทยสามารถยึดช่องว่างนี้ ด้วยการเป็น Regional Trust Center ทั้งในด้าน data governance, green certification และ dispute resolution

3. Principled Pragmatism: เป็นกลางอย่างมีมาตรฐาน

ความเป็นกลางในโลกใหม่ ไม่ใช่การไม่เลือก แต่คือการ “เลือกหลักการ”

ไทยต้องยึด Principled Neutrality ที่ตั้งอยู่บนกฎหมายระหว่างประเทศ และมาตรฐานที่คาดการณ์ได้ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถ “ใช้ไทย” ได้ โดยไม่ต้อง “ระแวงไทย”

4. Human System 4.0: สร้าง New Human OS

โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ถนนหรือดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือ “ระบบพัฒนามนุษย์”

ไทยต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาเป็น Human Development Infrastructure— จากการสอน “คิดเป็น” สู่ “คิดเกี่ยวกับการคิด” (metacognition) เพื่อให้คนไทยสามารถทำงานร่วมกับ AI และควบคุม AI ได้

VI. เงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ยุทธศาสตร์ “The Architect of the Middle” จะไม่เกิดขึ้นเลย หากฐานรากภายในยังเปราะบาง

ความเหลื่อมล้ำภายใน และความไม่ไว้วางใจในสถาบัน คือ “แรงเสียดทาน” ที่ทำให้ไทยเคลื่อนตัวในเวทีโลกไม่ได้

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ “ต้นทุนความน่าเชื่อถือ” (Trust Cost) —โลกจะไม่มีวันเลือกใช้สนามของเรา หากกติกาภายในยังไม่น่าเชื่อถือ

ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงเรื่องภายในประเทศ แต่คือ “ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ” เพราะ “สถาปนิก” ไม่สามารถสร้างระบบที่มั่นคง บนพื้นฐานที่ยังเป็นโคลนตมของโครงสร้างอำนาจแบบเดิม

บทสรุป

ในโลกที่ไม่มีใครควบคุมเกมได้ทั้งหมด ประเทศที่อยู่รอด ไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างได้ถูกต้องที่สุด แต่คือประเทศที่ออกแบบสนาม จนทุกข้างต้องมาเล่นตามกติกาของตนเอง

TAGS: #สุวิทย์เมษินทรีย์