เจาะ 3 แพลตฟอร์ม “คลาวด์กลางสุขภาพ” ด้วยพลัง AI ยกระดับสาธารณสุขไทย รองรับ “รักษาทุกที่ ทุกเวลา”

เจาะ 3 แพลตฟอร์ม “คลาวด์กลางสุขภาพ” ด้วยพลัง AI ยกระดับสาธารณสุขไทย รองรับ “รักษาทุกที่ ทุกเวลา”
พลิกโฉมสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัล! ด้วยระบบ "คลาวด์กลางสุขภาพ" เชื่อมข้อมูลโรงพยาบาลทั่วประเทศด้วยพลัง AI ให้คุณ "รักษาฟรีทุกที่ ทันที" ไม่ต้องพกเอกสาร หมอรู้ประวัติไว วินิจฉัยแม่นยำ เพื่อชีวิตที่ดี

จากถ้อยคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ในส่วนของนโยบายด้านสาธารณสุขได้วางแผนพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ ยกระดับเป็น “รักษาฟรีทุกที่ทันที” สิ่งสำคัญคือการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด โดยนำเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพมีความแม่นยำและรวดเร็ว

          การเตรียมความพร้อมรองรับนโยบายนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ผนึกกำลังร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบ

คลาวด์กลางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย หรือ “คลาวด์กลางข้อมูลสุขภาพ

ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศแบบไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน ยกระดับการรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพระบบสาธารณสุข พร้อมวางรากฐานสู่ Digital Health และการใช้ข้อมูลเชิงนโยบายในระยะยาว เพื่อผลักดันนโยบาย "รักษาทุกที่ ทุกเวลา" ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

“โครงการนี้เป็นการเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลจากระบบเดิมที่กระจัดกระจาย มาสู่ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงมาตรฐานระดับสากล มุ่งเป้าให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลสุขภาพ (Global Digital Leadership) อย่างเต็มตัว ยกระดับบริการสุขภาพด้วยระบบคลาวด์กลาง เชื่อมข้อมูลการรักษาจากทุกโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน ช่วยให้หมอรู้จักประวัติคนไข้ได้ทันทีแม้ไปต่างที่ เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง รวดเร็ว และปลอดภัยกว่าเดิม”

นายพัฒนากล่าวว่า ในแง่ของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ระบบคลาวด์กลางและการประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน โดยเมื่อระบบเชื่อมโยงข้อมูลสมบูรณ์ แพทย์จะสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้ทันทีจากทุกหน่วยงาน ส่งผลให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น ลดการตรวจซ้ำที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความรวดเร็วในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน

“ขณะที่ประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายสูงสุด ไม่ต้องพกพาเอกสารประวัติการรักษา สามารถเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลใดก็ได้โดยมีข้อมูลเชื่อมถึงกัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการตอบสนองนโยบาย "รักษาทุกที่ ทุกเวลา" ของรัฐบาลอย่างแท้จริง” นายพัฒนากล่าว

นอกจากนี้ ในมุมของภาครัฐ ระบบคลาวด์กลางจะกลายเป็นฐานข้อมูล Big Data ที่มีมูลค่าสูง ช่วยให้การวางแผนนโยบายสาธารณสุขและบริหารงบประมาณได้อย่างแม่นยำ พร้อมรองรับบริการทางการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล และยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการแพทย์ และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ เพื่อยกระดับความเข้มแข็งของระบบสุขภาพไทยในระยะยาว

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าการดำเนินงานระบบคลาวด์กลางสุขภาพว่า ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบริการสาธารณสุขเข้าร่วม ประกอบด้วย โรงพยาบาล อย่างน้อย 807 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อย่างน้อย 4,507 แห่ง ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลสุขภาพให้เป็นระบบเดียว เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาประชาชน ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และผลักดันสู่การเป็น “ศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของประเทศ” อย่างเต็มรูปแบบ

การพัฒนาคลาวด์กลางข้อมูลสุขภาพนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับระบบบริการสุขภาพในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Digital Health อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และรองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบสาธารณสุขในยุคดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว

TAGS: #สาธารณสุขไทย #DigitalHealth #AI #คลาวด์กลางสุขภาพ