5 ยักษ์สินค้าอุปโภคฯ เตือนเมษายน “ของขาด-ต้นทุนพุ่ง” จ่อขึ้นราคา

5 ยักษ์สินค้าอุปโภคฯ เตือนเมษายน “ของขาด-ต้นทุนพุ่ง” จ่อขึ้นราคา
5 บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ แจ้งผู้ค้าเตรียมรับมือ “สินค้าขาด-ต้นทุนเพิ่ม-ราคาปรับขึ้น” คาดเริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือนเมษายนนี้

ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 5 ราย ทยอยแจ้งผู้ค้า เตรียมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มส่งแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ คาดกระทบชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป

รายงานระบุว่า สินค้าสต๊อกในราคาเดิมอาจมีจำหน่ายถึงเพียงช่วงเดือนเมษายน หลังจากนั้นมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตบางรายเตือนถึงความเสี่ยง “สินค้าขาดตลาด” และการส่งมอบล่าช้า

5 บริษัทใหญ่ทยอยส่งสัญญาณเตือน

1. เนสท์เล่ (ไทย)
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม บริษัทแจ้งผู้ค้าว่า ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ทำให้บรรจุภัณฑ์ เช่น ซองสินค้า ขวดพลาสติก และพลาสติก มีไม่เพียงพอ
บริษัทเตือนว่า ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป อาจเกิดภาวะ “ขาดส่งสินค้า” และอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขร่วมกับซัพพลายเออร์

2. เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) หรือ F&N
วันเดียวกัน F&N แจ้งว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากเส้นทางขนส่งทางเรือและอากาศอาจได้รับผลกระทบ
บริษัทได้สำรองเส้นทางขนส่ง เพิ่มสต๊อกวัตถุดิบ และล็อกสัญญาซัพพลายไว้ล่วงหน้า แต่ยอมรับว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ “ราคาสินค้าอาจปรับขึ้นในอนาคต”

3. ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ยูนิลีเวอร์แจ้งว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่ม
คาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน และยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้
บริษัทเร่งเพิ่มกำลังการผลิตและสต๊อกสินค้า พร้อมแนะนำให้ผู้ค้าพิจารณากักตุนสินค้าในช่วงก่อนต้นทุนปรับขึ้น

4. สหพัฒนพิบูล
วันที่ 18 มีนาคม บริษัทระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และการขนส่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การผลิตและจัดส่งสินค้าอาจมีข้อจำกัด
มีความเสี่ยงสินค้าพร้อมขายลดลง และการส่งมอบล่าช้า โดยยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด

5. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC)
BJC แจ้งว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบและค่าขนส่งอย่างมีนัยสำคัญในทุกกลุ่มสินค้า
คาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน และอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในระยะถัดไป แม้บริษัทพยายามรักษาระดับสต๊อกให้เพียงพอ

แนวโน้มตลาด: “ของขาด + ราคาขึ้น” กดดันผู้บริโภค

ภาพรวมจากทั้ง 5 บริษัทสะท้อนทิศทางเดียวกัน คือ

  • ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (น้ำมัน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์)

  • ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง

  • สินค้าบางรายการอาจขาดตลาด

  • มีโอกาสปรับราคาสินค้าในระยะใกล้

ผู้ผลิตส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้ค้าบริหารสต๊อกล่วงหน้า ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น และโปรโมชั่นที่อาจลดลงในช่วงถัดไป

สถานการณ์ดังกล่าวยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระยะเวลาของความขัดแย้งยังไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569

TAGS: #สินค้าขึ้นราคา #สงครามตะวันออกกลาง #เนสท์เล่ #F&N #ยูนิลีเวอร์ไทยเทรดดิ้ง #สหพัฒนพิบูล #BJC