พาณิชย์ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจนถึง 17 มี.ค. นี้ สอดรับวันสิ้นสุดมาตรการดีเซลพลังงาน ย้ำชัดอ้างต้นทุนน้ำมันขึ้นราคาตอนนี้ "ไม่สมเหตุสมผล"
กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคถึงวันที่ 17 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซลของกระทรวงพลังงาน การพิจารณาอนุญาตให้ขึ้นราคาสินค้าจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะต่ออายุมาตรการช่วยเหลือราคาดีเซลหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าการอ้างต้นทุนดีเซลเพื่อขึ้นราคาสินค้าในช่วงนี้ยังไม่สมเหตุสมผล และจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ฉวยโอกาส ผู้ประกอบการเอกชนระบุว่าสามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงสูงต่อเนื่อง อาจต้องยื่นขอปรับราคาสินค้าในอนาคต
กระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางดูแลราคาสินค้าหลังจากที่การสู้รบในตะวันออกกลางครบ 2 สัปดาห์และทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ โดยจะควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุมทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่มีโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก
ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก ตรึงราคาสินค้าถึงวันที่ 17 มี.ค.2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซล 15 วัน ของกระทรวงพลังงาน โดยการพิจารณาให้ขึ้นราคาสินค้าจะขึ้นกับการตัดสินใจต่ออายุมาตรการควบคุมราคาดีเซลต่อหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีแนวคิดทยอยปรับขึ้นเพดานราคาดีเซลครั้งละ 0.5 บาท
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ช่วงนี้ไม่สมเหตุสมผลที่จะขึ้นราคาสินค้าหากอ้างต้นทุนดีเซล โดยกระทรวงพาณิชย์จะตรวจสอบและใช้กฎหมายเอาผิดผู้ฉวยโอกาส
นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้าในสินค้าควบคุม 59 รายการ อาทิ บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม อาหารสัตว์ รวมถึงสินค้าอื่นที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้น
รวมทั้งทำฐานสมมติฐานราคาน้ำมันสูงขึ้น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล, ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และระดับเกิน 115-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาทิ ไข่ไก่ จะทำให้ราคาขยับขึ้นตั้งแต่ 3.6-12.4% ส่วนอาหารจานด่วน จะมีโอกาสขยับ 10% หากวัตถุดิบปรุงอาหารปรับราคาขึ้น