ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติเสียงข้างมาก "ยกเลิก" มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศใช้ผ่านกฎหมาย IEEPA โดยระบุว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตฝ่ายบริหารและล่วงละเมิดอำนาจสภาคองเกรส
เมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยให้มาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็น "โมฆะ" เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ต้นตอคดี: อำนาจล้นมือหรือความจำเป็นเร่งด่วน?
ข้อพิพาทนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ทรัมป์ใช้อำนาจตาม กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ซึ่งปกติมีไว้เพื่อรับมือภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ แต่กลับถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดกำแพงภาษีในหลายกรณี ได้แก่:
1. สกัดกั้นยาเสพติด: ภาษีต่อจีน แคนาดา และเม็กซิโก เพื่อแก้ปัญหาเฟนทานิล
2. แก้ดุลการค้า: เก็บภาษีทั่วโลกเพื่อลดการขาดดุลของสหรัฐฯ
3. กดดันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เก็บภาษีอินเดีย 50% (ปมซื้อน้ำมันรัสเซีย) และภาษีบราซิล 50% (ปมคดีอดีตผู้นำบราซิล)
2 ประเด็นหลักที่ศาลต้องวินิจฉัย
บรรดานักกฎหมายมองว่าทรัมป์มีความเสี่ยงที่จะ "แพ้คดี" เนื่องจากประเด็นที่ศาลต้องหาคำตอบคือ:
• อำนาจหน้าที่: ประธานาธิบดีสามารถกำหนดอัตราภาษีเองได้หรือไม่โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส (ซึ่งศาลชั้นล่างมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต)
• ความฉุกเฉินที่แท้จริง: ปัญหาที่อ้าง เช่น "การขาดดุลการค้า" เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ส่วน "คดีความในบราซิล" ก็ยากที่จะอธิบายว่ากระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ อย่างไร จนต้องใช้กฎหมายฉุกเฉิน
สรุปคำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา:
1. อำนาจภาษีเป็นของสภา: ศาลชี้ชัดว่าอำนาจในการกำหนดและจัดเก็บภาษี (Power of the Purse) เป็นอำนาจเด็ดขาดของ "สภาคองเกรส" ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ฝ่ายบริหารไม่สามารถใช้ช่องว่างของกฎหมายภาวะฉุกเฉินมาอ้างเพื่อเก็บภาษีในวงกว้างและไม่มีกำหนดระยะเวลาได้
2. IEEPA มีขอบเขตจำกัด: ศาลระบุว่ากฎหมาย IEEPA ปี 1977 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จัดการภัยคุกคามความมั่นคงที่เฉพาะเจาะจง ไม่ได้ประสงค์ให้ประธานาธิบดีนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าหรือประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ
3. คำสั่งคืนเงินภาษี (The Big Refund): ศาลสั่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีทั้งหมดที่จัดเก็บไปแล้วให้กับบริษัทผู้นำเข้านับพันแห่งทั่วโลก คาดการณ์มูลค่ารวมสูงถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5-4.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะกลายเป็นการคืนภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
ผลกระทบทันทีหลังคำตัดสิน:
• ตลาดการเงิน: เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทันที เนื่องจากความกังวลเรื่องสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ ที่ต้องสูญเสียรายได้มหาศาลและต้องจ่ายเงินคืน ในขณะที่ ตลาดหุ้นพุ่งรับข่าวดี โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทค้าปลีก อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ที่แบกรับต้นทุนภาษีมาตลอดหนึ่งปีเต็ม
• การเมืองสหรัฐฯ: ถือเป็นความปราชัยทางกฎหมายครั้งรุนแรงที่สุดของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ส่งผลให้ทรัมป์สูญเสีย "อาวุธหนัก" ในการกดดันคู่ค้า (โดยเฉพาะจีน) และถูกบังคับให้ต้องกลับไปเจรจากับสภาคองเกรสหากต้องการผ่านกฎหมายภาษีใหม่