นาวิกเข้ายึดอาวุธจีน! ทั้งเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังแบบ PF-89 ลูกจรวด RPG, กระบอกบรรจุกระสุน ปรส. Type 65 ขนาด 82 mm. ได้เป็นจำนวนมาก บนฐานบังเกอร์ทหารกัมพูชา บ้านสามหลัง บ้านหนองรี จ.ตราด
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ภายหลังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและยึดคืนพื้นที่บริเวณบ้านสามหลัง บ้านหนองรี จ.ตราด ซึ่งเดิมถูกใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ภายหลังการเข้าเคลียร์พื้นที่ได้ตรวจพบคลังเก็บทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกดัดแปลงจากทุ่นระเบิดดักรถถังจำนวน 16 ลูก ที่พร้อมใช้งาน ซึ่งถือว่าการกระทำที่มีลักษณะจงใจสร้างอันตรายโดยไม่เลือกเป้าหมาย และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อทั้งกำลังพลและพลเรือน รวมถึงเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังแบบ PF-89, เครื่องยิงจรวด Type 69 RPG ลูกจรวด RPG, กระบอกบรรจุกระสุน ปรส. Type 65 ขนาด 82 mm.

นอกจากนี้ จากการตรวจยึดและตรวจสอบพื้นที่ฐานพลุกดรัมเรย (บ้านสามหลัง) เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังได้ตรวจพบเอกสารทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เป็นเอกสารการจดบันทึกของผู้เข้ารับการฝึกใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN-2 โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงลักษณะทั่วไปของทุ่นระเบิด การวาง และการเก็บกู้ ซึ่งมีการระบุวันที่จัดการสอนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 อีกด้วย เอกสารดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชามีการอบรม ให้ทหารกัมพูชาใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มิใช่การกระทำโดยบังเอิญหรือเฉพาะหน้า และสะท้อนถึงเจตนาในการใช้ “สงครามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ต่อฝ่ายไทย ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
กองทัพเรือขอเน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศหลายประการ อาทิ
อนุสัญญาออตตาวา ค.ศ.1997 ซึ่งกำหนดห้ามการใช้ ผลิต หรือครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

พิธีสารเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ที่บัญญัติหลักการแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน และห้ามใช้อาวุธหรือวิธีการรบที่มีลักษณะไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ ครอบครอง รวมถึงดัดแปลงทุ่นระเบิดสังหารบุคคลดังกล่าว และเจตนาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนพันธกรณีตามกฎหมายสากลเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงการไม่เคารพหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน และกองทัพเรือขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างถึงที่สุด และขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยทันที พร้อมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ ฝ่ายไทยขอยืนยันว่าจะดำเนินการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด
ทหารเขมรยังไม่หยุด นำกำลังหวังตีคืนเจอปืนใหญ่-ปืนคอ ยิงแตกกระเจิงแต่เช้ามืด
ผู้สื่อข่าวรายงาน เวลา 05.00 น. จนถึง 06.00 น. ฝ่ายทหารกัมพูชา ได้นำกำลังพลบุกเข้ามาในพื้นที่บ้านสามหลังเพื่อหวังยึดเอาคืนทำให้เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดกับฝ่ายทหารไทย โดย น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เปิดเผยว่า ในห้วงเวลาดังกล่าว ทหารฝ่ายไทยตรวจการณ์พบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกับกัมพูชา มีการนำรถยนต์จำนวน 3-4 คัน ขับเข้ามายังพื้นที่บ้านสามหลัง ทำให้ฝ่ายไทย ต้องระดมยิงปืนใหญ่และปืนคอ ขับไล่ออกจากพื้นที่ มีการปะทะด้วยอาวุธปืนเล็กสลับกันไป แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่มีอาวุธหนักตอบโต้ฝ่ายไทย เพราะถูกทำลายไปหมดแล้ว
ทั้งนี้สืบเนื่อจาก ฝ่ายไทยเข้ายึดพื้นที่บ้านสามหลังได้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ทำให้ฝ่ายกัมพูชา มีความพยายามนำกำลังเข้าตีคืนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทหารฝ่ายไทยได้ใช้ฐานที่มั่นและบังเกอร์ที่ฝ่ายกัมพูชาสร้างไว้อย่างแข็งแรงทนทานจากแรงระเบิดจากระเบิด F16 มาใช้ประโยชน์ยิงตอบโต้ฝ่ายกัมพูชา โดยทหารไทยยังรักษาพื้นที่บ้านสามหลังไว้ได้
นอกจากนี้ ฝ่ายทหารไทยได้วางกำลังไว้ทั้งหมดแล้ว และเชื่อว่าทหารฝ่ายกัมพูชาจะไม่สามารถตีคืนบ้านสามหลังได้อีกแน่นอน เพราะฝ่ายกัมพูชาอ่อนกำลังเป็นอย่างมาก ขวัญกำลังใจถดถอย อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามหนีไปอย่างเร่งรีบ มีการทิ้งทั้งเป้และอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้เป็นจำนวนมาก การที่เขาพยายามเข้าตีคืน น่าจะเป็นการทำตามคำสั่งเพื่อหลีกเลี่ยงโทษกบฏมากกว่าความพร้อมในการรบ
“…สิ่งที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด มีความกังวลมากกว่า คือ ทุ่นระเบิดรถถังที่ดัดแปลงติดตั้งไว้ทั่วพื้นที่บ้านสามหลัง ที่หน่วยเก็บกู้สามารถเก็บกู้ได้แล้ว 16 ทุ่น แต่เชื่อว่ายังมี 4 ทุ่น แต่ยังไม่เจอ…” น.อ.ธรรมนูญ กล่าว
สำหรับสถานการณ์ในภาพรวม น.อ.ธรรมนูญ ยืนยันว่าพื้นที่ อ.คลองใหญ่ และ อ.บ่อไร่ ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว เนื่องจากไม่มีการยิงโต้ตอบมานานกว่า 7 วัน ประชาชนสามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้ตามปกติ ส่วนกรณีเสียงปืนและควันไฟที่บ้านตามหลังเมื่อวันก่อน ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการเผานาของชาวบ้าน ไม่ใช่การซุ่มโจมตีตามที่ตื่นตระหนกกัน
ในส่วนของ “โดรน” ที่มีรายงานว่า พบการบินวนในพื้นที่บ้านท่าเส้น น.อ.ธรรมนูญ ชี้แจงว่าส่วนใหญ่เป็นโดรนตรวจการณ์ขนาดเล็กที่บินเพื่อก่อกวน ไม่ใช่โดรนโจมตี และเชื่อว่ามีการปล่อยโดรนจากภายในพื้นที่ใกล้เคียง จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะฝ่ายไทยมีมาตรการเฝ้าระวังและรู้พิกัดของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจนอยู่แล้ว
ทหารไขปม F-16 บอมบ์ ตึกกาสิโนไม่พัง ต้องใช้เทคนิคระเบิดภายใน ชี้โครงสร้างแกร่ง
หน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยการปฏิบัติการทางทหารทำลายตึกกาสิโนหลายแห่งของกัมพูชา เนื่องจาก ตึกกาสิโนเหล่านี้ ด้านหน้าถูกดัดแปลงเป็นที่ตั้งบัญชาการทางทหารส่วนหน้าของระดับ ผบ.ยุทธบริเวณในการบัญชาการรบ ทำหน้าที่อำนวยการยุทธให้กับยุทธบริเวณ พื้นที่ดังกล่าว ทุกครั้งที่มีการสู้รบทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบโดยตลอด เพราะเป็นตึกสูงข่ม การตรวจการณ์ดี ด้วยระบบเครื่องมือเฝ้าตรวจสนามรบ มองเห็นภาพ ทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ดี
อีกทั้งยังเป็นจุดปล่อยโดรนทั้งแบบตรวจการณ์ โดรนโจมตี และโดรนทิ้งระเบิด รวมทั้งมีระบบ Anti Drone ควบคุมแนวยุทธบริเวณนั้น นอกจากสร้างอันตรายต่อกำลังหน้าแนวพื้นที่แล้ว ยังสามารถจำกัดการใช้ยุทธวิธีโดรนของฝ่ายไทยได้อีกด้วย
แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุต่อว่ากัมพูชายังใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานยิงปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีมายังฝั่งไทย ไม่เว้นแม้แต่เขตพลเรือน
และก่อนหน้านี้ ตึกกาสิโนเหล่านี้ เป็นตึกเชิงอิทธิพล ซึ่งมีกลุ่มทุนสีเทา เข้ามาลงทุน และก็ใช้กำลังสุดความสามารถในการปกป้องธุรกิจเปรียบเป็นที่บัญชาการทางทหารแบบครบวงจร และเป็นรายได้หลักของ ผบ.หน่วยทหารในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมา สนับสนุนการรบ สร้างความแข็งแกร่งให้กับกำลังหน้าแนว เป็น คลังเสบียง สิ่งอุปกรณ์ทางเทคนิค อาวุธ กระสุน
แหล่งข่าวความมั่นคง ยังระบุต่อว่า สำหรับข้อสังเกตุการปฏิบัติการทางอากาศเครื่องบินF-16 ที่ไม่สามารถระเบิดตึกกาสิโนหลายแห่งให้พังทลายลงมาให้สิ้นซากนั้น เนื่องจาก ตึกเหล่านี้มีการออกแบบพิเศษ มีระบบโครงสร้างที่หนาแน่นปลอดภัยและแข็งแรง จึงใช้วิธีการยิงปืนใหญ่ จำนวน 5 ลูก เพื่อทำลายกำแพง พนังด้านข้างของตึก จากนั้นใช้ F-16 ทิ้งระเบิดบริเวณดาดฟ้าเปิดช่อง เพื่อทิ้งระเบิดอีกลูกใช้วิธีหน่วงเวลาให้ระเบิดภายใน แม้จากภายนอกตึกยังคงแข็งแรง แต่ภายในพังเสียหายทั้งหมด เช่น กาสิโนทมอดา