ปปง. อายัดหุ้นบางจาก มูลค่าประมาณ 6 พันล้าน เชื่อมโยงเครือข่ายแสกมเมอร์ "ยิม เลียก-เบน สมิธ" "บางจาก คอร์ปอเรชั่น" ออกโรงชี้แจงยันไม่ได้รับการติดต่อสอบ ตั้งบอร์ดชุดเฉพาะกิจ วางมาตรการเร่งด่วนแล้ว
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธุรกรรมในการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 10,165 ล้านบาท
นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่กำหนดให้เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด การบูรณาการข้อมูลเพื่อตัดเส้นทางการเงิน และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึง AI ในการตรวจจับเส้นทางเงินเพื่อสกัดก่อนเกิดเหตุ
ปปง. ได้สืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปราบปรามการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะภัยจากมิจฉาชีพที่มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชน (แก๊ง Call Center) และการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ
คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีสำคัญรวม 4 คดีหลัก และมีการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีหนึ่ง ดังนี้
1. รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก (Prince Holding Group) เครือข่ายนี้เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล โดยมีฐานใหญ่อยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา การฟอกเงินใช้วิธีเปลี่ยนสภาพระหว่างเงินตราในประเทศกับสินทรัพย์ดิจิทัล มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สิน จำนวน 102 รายการ (เช่น ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ) รวมมูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท
2. รายคดี นายก๊ก อาน (MR.KOK AN) กับพวก เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงินที่มีศูนย์ปฏิบัติการในกัมพูชา เช่น อาคาร 25 ชั้น, อาคาร 18 ชั้น, อาคาร Hiso และอาคาร Crown Casino ขบวนการนี้มีการใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม และมีการรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย
มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 90 รายการ (เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท
3. รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กับพวก เกี่ยวข้องกับกรณีการหลอกลวงผู้เสียหายโดยอ้างว่าผู้เสียหายต้องถูกตรวจสอบ และใช้อุบายหลอกให้โอนเงินเพื่อ "ยืนยันความบริสุทธิ์" นางสาวแตงไทยฯ ยังเชื่อมโยงกับ นายยิม เลียก หรือ MR. LEAK YIM ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดทายาทเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์
4. รายคดี นายเบน สมิธ (MR. SMITH BEN) กับพวก กรณีนี้เป็นพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน มีการโอนเงินไปมาระหว่างบริษัทต่างๆ ในประเทศและต่างประเทศ และใช้บริษัทในการถือครองทรัพย์สินแทนตนเอง คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 66 รายการ (เช่น ที่ดิน ห้องชุด หลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 9,279 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในรายคดีของนายเบน สมิธ เลขาธิการ ปปง. ได้ใช้อำนาจสั่งยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยยึดยานพาหนะรวม 3 รายการ ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ZEEKR รุ่น ZEEKR 009, รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ FERRARI รุ่น 488 GTB, และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ PORSCHE รุ่น CAYENNE S E-HYBRID COUPE ซึ่งทรัพย์สินทั้งสามรายการอยู่ระหว่างการประเมินราคา
5. รายคดี นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก เกี่ยวข้องกับกลุ่มมิจฉาชีพที่ชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่านแอปพลิเคชัน ULELA Max เส้นทางการเงินพบว่ามีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลงทุนไปเปลี่ยนแปลงเป็นเหรียญสกุลเงินดิจิทัล (USDT) และโอนไปยังกระเป๋าดิจิทัล เชื่อมโยงไปยังเครือข่ายของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติสัญชาติกัมพูชา
มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 31 รายการ (เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท
อนึ่ง คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นคำสั่งชั่วคราวที่มีกำหนดไม่เกินเก้าสิบวัน หากผู้ถูกยึดหรือผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่ง สามารถยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. ภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงรายละเอียดหุ้นที่ถูกอายัด เลขา ปปง.กล่าวว่า รายการใหญ่ที่สุดคือหุ้นของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ณ ขณะนั้น ทั้งนี้ ราคาหุ้น BCP ปิดตลาดวันที่ 3 ธ.ค. อยู่ที่ระดับ 27.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 1.87% โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 301.73 ล้านบาท
บางจากแจงไม่ได้รับติดต่อจาก "ก.ล.ต.- ปปง." ปมถูกโยง
รายงานข่าวจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP แจ้งกับ ตลท.ว่า ตามที่มีกระแสระบุว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีการตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนจำนวน 7 บริษัท และมีการกล่าวถึงบริษัทฯ ว่าเป็นหนึ่งในนั้น บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่าบริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งมีการกล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และมิได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด
บริษัทฯ ขอยืนยันถึงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน โดยบริษัทฯได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังตามหลักธรรมาภิบาลและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ตามข้อมูลที่บริษัทฯ ได้ปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ถือหุ้นในบริษัทฯ ที่ร้อยละ 20.1 ซึ่งการเข้ามาของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เป็นการซื้อขายผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีกฎเกณฑ์และมีการกำกับดูแลจากทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต.
ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการสอบถามข้อมูลไปยังผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว และผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวได้ให้ข้อมูลตอบกลับ โดยต่อมาบริษัทฯ ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ พร้อมการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (แบบ 69/247-1) (ส่วนที่ 1 ข้อ 3.2 หน้า 3-4) ที่ได้รับอนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 และเปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยบริษัทฯ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้นและอำนาจควบคุมของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว จากกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ยืนยันต่อบริษัทฯ ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและตรงต่อความเป็นจริง
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คณะกรรมการบริษัทตระหนักถึงความกังวลใจของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย จึงมีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการบริษัทที่เป็นอิสระและกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีหน้าที่ในการพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัทฯ และเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในการป้องกัน รวมถึงแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน ตลอดจนให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการบริษัทในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลัก Fiduciary Duty เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
โดยคณะกรรมการชุดนี้จะให้ความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ป.ป.ง. เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีมาตรฐานสูงสุดในการกำกับดูแลกิจการที่ดี และขอยืนยันว่าจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ที่บริษัทฯ ยึดมั่นมาโดยตลอด