“กัณวีร์” สนับสนุนรัฐบาลไทยตอบโต้ทางการทูตกัมพูชากรณีทุ่นระเบิด เรียกร้องประชาคมโลกร่วมลดความสัมพันธ์กับกัมพูชากดดันหาทางออกเพื่อสันติภาพ
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา บริเวณชายแดน ว่า ตนขอประณามการยั่วยุและปฏิบัติการทางทหารของประเทศกัมพูชาที่ไร้มนุษยธรรมที่ขัดต่อข้อปฏิบัติและข้อตกลงระหว่างประเทศ และได้เอาชีวิตพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนเป็นตัวประกัน และเอาชีวิตผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยเป็นเดิมพันเพื่อสนองความกระหายทางการเมืองของผู้นำของประเทศกัมพูชาเท่านั้น
"การที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการระดับ 4 ตอบโต้กัมพูชาจากกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ชายแดน เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วในการตอบโต้การกระทำของกัมพูชาในครั้งนี้ แต่ต้องระมัดระวังกลลวงของกัมพูชา สร้างเงื่อนไขสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ UNSC ด้วย" นายกัณวีร์ กล่าว
นายกัณวีร์ เปิดเผยต่ออีกว่า แน่นอนว่าการเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทยทั้งที่ช่องบก เมื่อ 16 ก.ค.จนมาถึงวันนี้ที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทหารของเราบาดเจ็บสาหัส เป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ หากกัมพูชานำกับระเบิดใหม่มาวางไว้จริง เป็นการละเมิดอธิปไตยไทย ละเมิดข้อตกลง MOU2543 ละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา ที่รัฐบาลไทยตอบโต้และประท้วงไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงการเพิ่มมาตรการล่าสุดในวันนี้ จากระดับ 1 ถึง ระดับ 4 ตามมาตรการทางการทูตในสนธิสัญญา Vienna Convention 1961 ที่ให้อำนาจรัฐประกาศได้ทันที ซึ่งมี 6 มาตรการจากเบาไปหาหนัก คือ
ระดับที่ 1 ด้วยการประท้วง ไม่ว่าจะเป็นการส่งหนังสือหรือแถลงการณ์ประท้วง
ระดับที่ 2 การเรียกทูตคู่กรณีเข้าพบ ซึ่งมีการเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มารับหนังสือประท้วงจากปัญหาทุ่นระเบิดไปแล้ว
ระดับที่ 3 เรียกทูตกลับประเทศ ซึ่งเป็นการลดระดับทางการทูตและแสดงจุดยืนทางการเมือง ซึ่งกรณีนี้รัฐบาลได้เรียกเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กลับไทยแล้ว
และระดับ 4 ขับทูตประเทศคู่กรณี เป็นการไม่ยอมรับสถานะทางการทูต ซึ่งกรณีนี้ มีการขับทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยให้กลับกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ถึงระดับ 5-6 ที่ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ลดจากเอกอัครราชทูตเหลืออุปทูต และตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ด้วยการปิดสถานทูต และถอนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
นายกัณวีร์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ไทยกัมพูชาเดินมาถึงระดับ 4 แล้ว เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องดำเนินการ แต่ต้องระมัดระวังสถานการณ์ชายแดนไม่ให้เดินเข้าสู่กลลวงของกัมพูชา เพื่อสร้างเงื่อนไขนำกรณีพิพาทกับไทยไปสู่ UNSC แม้กรณีการวางทุ่นระเบิดใหม่ ดังนั้นข้อพิสูจน์ของไทยในเรื่องนี้และตอบสนองให้ประชาคมโลกรับทราบโดยเร็วจะทำให้กัมพูชาหมดความชอบธรรมต่อการช่วงชิงปมข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างแน่นอน
"การสร้างสถานการณ์ยั่วยุของฝั่งกัมพูชาทั้งทางสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ จนถึงการเผชิญหน้าทางการทหาร เป็นเกมของทางกัมพูชา ที่ให้ไทยเปิดปฏิบัติการทางการทหารอย่างเต็มรูปแบบ แผนจักรพงษ์ภูวนาท ที่เปิดใช้โดยกองทัพบก คือแผนตอบสนองทางทหารแบบเผชิญหน้าที่เราได้มีไว้ เพื่อตอบโต้ทางการทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" นายกัณวีร์ กล่าว
นายกัณวีร์ ระบุว่า เราจึงเห็นได้ว่าการตอบสนองต่อสถานการณ์การยั่วยุครั้งนี้ของไทย เป็นสิ่งที่เป็นไปตามรูปแบบสากลและการยกระดับจากเบาไปหาหนักตามสถานการณ์ที่ถูกสร้างโดยฝ่ายเดียวของกัมพูชา ประชาคมโลกต้องร่วมวิจารณ์พิจารณาลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งกดดันการกระทำที่ย่ำยีการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในเวทีโลกอย่างไร้มนุษยธรรม ผมมั่นใจว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการทางการทูตอย่างเฉียบคม เพื่อบอกประชาคมโลกถึงการกระทำที่หักล้างสันติภาพโลกเพียงแค่การกระหายการคงอยู่ทางการเมืองของกัมพูชาเท่านั้น