โดย สมาน สุดโต
คณะศิษยานุศิษย์ และ พุทธศาสนิกชน ต่างอาลัย ที่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (พิจิตรฐิตวณฺโณ ป.ธ.9)เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร มรณภาพ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ณ โรงพยาบาลสงฆ์ สิริอายุ 88 ปี พรรษา 68 ครองเจ้าอาวาส 28 ปี
ท่านเป็นชาวจังหวัดสงขลา แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตในเมืองหลวง หลังจากบวชเณร บวชพระ เพราะใฝ่การศึกษาและมีคติพจน์ประจำชีวิต
ท่านมีนามเดิมว่าพิจิตร นามสกุล ถาวรสุวรรณ เกิด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2479 ณบ้านพังขาม ตำบลบ่อดาน อำเภอสะทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนหัวปี ในจำนวนพี่น้อง 9 คน
บรรพชา(พ.ศ.2496)และอุปสมบท (พ.ศ.2499) ณ อุโบสถวัดโสมนัสวิหาร โดยมีสมเด็จพระวันรัต (จับ ฐิตธมฺโม )เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระอมรมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านเป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาตลอดเวลา 20 ปี นับแต่บรรพชาเป็นสามเณร จนกระทั่งเป็นพระภิกษุสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค (พ.ศ.2517) ได้ปริญญาและประกาศนียบัตรถึง 15 ใบ กล่าวคือจบปริญญาตรีเกรียรตินิยม จากสภามหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
จบสำนักอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรกโดยสอบได้ลำดับที่ 1ได้รับทุนจาก มมร . ไปเรียนปริญญาโท จาก Banaras Hindu University, India.ได้รับ Dip.ภาษาฮินดี และปรากฤต (ภาษาอินเดียโบราณ)จึงกล่าวกันว่าท่านรู้ภาษาต่างประเทศถึง 5 ภาษา (อังกฤษ ฝรั่งเศส บาลี ฮินดี และปรากฤต
และเป็นพระที่หายากที่สามารถแสดงธรรมเป็นภาษาอังกฤษได้ดี
คงแก่เรียนขนาดนี้ มมร.จึงนิมนต์เป็นอาจารย์สอนวิชาพุทธศาสนา และร่วมพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย สุดท้ายเป็นถึงรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ รวมเวลาที่ มมร. 28 ปี
ส่วนหน้าที่การงานที่สร้างชื่อเสียงตลอดมาคืออาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดโสมนัสวิหารตั้งแต่ พ.ศ. 2530 (สอนแทนสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาส) ทำให้มีศิษย์วิปัสสนากรรมฐานนานาอาชีพ และพระสงฆ์ จากกรุงเทพ ต่างจังหวัดและต่างประเทศ จำนวนมาก
นอกจากใฝ่รู้-ใฝ่เรียน ท่านยังเป็นนักประพันธ์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติพุทธศาสนา และหลักธรรมมากถึง 100 กว่าเรื่อง ที่ตีพิมพ์โดยมูลนิธิมหามกุฏฯมากถึง 25 เรื่อง
ในด้านปกครอง สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสมนัส (รูปที่ 7) เมื่อ พ.ศ.2539 แทนสมเด็จพระวันรัต (จับ)ที่มรณภาพ
และมหาเถรสมาคมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต) เมื่อ พ.ศ.2540
ส่วนสมณศักดิ์ เริ่มต้นที่พระราชาคณะชั้นสามัญ ในชื่อพระศรีวิสุทธิกวี เมื่อ พ.ศ.2519 และได้เลื่อนสมณศักดิ์สูงตามลำดับ
สุดท้ายรับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัตรที่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2562การที่ท่านประสบความสำเร็จในชีวิตชั้นสูงสุดนั้น ต้องศึกษาคติพจน์ที่ท่านยึดไว้
ดังที่ อ.สุเชาว์ พลอยชุม เขียนตำนานพระสาสนโสภณ (ท่านดำรงสมณศักดิ์เจ้าคณะรองนีัเมื่อ พ.ศ. 2552)ว่า
1 วันใด ถ้าไม่ได้รับความรู้ใส่ตน หรือไม่ได้บำเพ็ญภาวนา วันนั้นถือว่าขาดทุน
2 ชีวิตที่ไม่บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น เป็นชีวิตที่ไร้ค่า
3 จงนึกถึงพระดำรัสเตือนของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ซึ่งตรัสให้เตือนตนว่า
จงฟ้องตนด้วยตนเอง
จงเตือนตนด้วยตนเอง
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
4 ใครก็ตาม แม้จะทำความดี แต่ถ้าอยากดังแบกโลกประมาท ขาดสันโดษและไม่รู้จักประมาณ ก็จะประสบความทุกข์และหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ แม้เพียงอยากดังก็อย่าหวังความสงบ
5 คนไม่มีศีลเหมือนคนไม่อาบน้ำ ส่วนคนไม่มีธรรมะเหมือนคนไม่แต่งตัว
6 ใครก็ตามถ้ามีศีลแล้ว ยังเดือดร้อนเพราะการรักษาศีลก็แสดงว่ารักษาศีลไม่เป็น เหมือนคนอาบน้ำ ถ้าอาบแล้วยังสกปรกอยู่ก็แสดงว่าอาบน้ำไม่เป็นฉะนั้นจงรักษาศีลให้เป็นเหมือนคนอาบน้ำเป็น
7 ใครก็ตามถ้าประพฤติธรรมแล้วยังเดือดร้อนเพราะการประพฤติธรรมก็แสดงว่าประพฤติธรรมไม่เป็น เหมือนคนที่แต่งตัวถ้าแต่งแล้วยังไม่สวยไม่หล่อไม่งาม ก็แสดงว่าแต่งตัวไม่เป็น ฉะนั้นจงประพฤติธรรมให้เป็นเหมือนคนแต่งตัวเป็น
8 หลักพระพุทธศาสนาในการทำลายความทุกข์ยากของชีวิตบ่งว่า บรรพชิตอาศัยตัณหาละตัณหาได้
อาศัยมานะ ละมานะได้ อาศัยทิฐิละทิฐิได้ แต่เมถุนธรรมพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "อย่าทอดสะพานเข้าไป" เพราะอาศัยมัน(ละ)ไม่ได้พระดำรัสนี้ว่านับว่าน่าคิด
9 วันคืนผ่านไปๆนั้น ไม่ได้ผ่านไปแต่วันคืนเท่านั้นแต่ได้นำเอาชีวิตของเราผ่านไปใกล้ความแก่ ความเจ็บ และความตายเข้าไปทุกวันๆด้วย
เราเกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาแล้วไม่ได้บำเพ็ญประโยชน์อะไรเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้"เกิดมาได้อะไรบ้าง"
ดังนั้นชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ควรเป็นทิฏฐานุคติ สำหรับผู้มุ่งหวังความสำเร็จในชีวิตและการงานอย่างแท้จริง
