ORN กางแผนครึ่งปีหลัง 69 โตเด่นกว่าครึ่งปีแรก ตุน Backlog 4,261 ลบ. หนุนรับรู้รายได้ต่อเนื่อง จ่อผุด 4 โครงการใหม่ มูลค่า 3,158 ลบ. พร้อมต่อยอดธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ดันรายได้ทั้งปีโตเข้าเป้า 20%
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก จาก Backlog ที่มีอยู่กว่า 4,261 ล้านบาท คาดรับรู้ยอดโอนในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกราว 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2571 หนุนให้ทั้งปีนี้บริษัทฯ จะรับรู้ยอดโอนเข้าเป้าที่ 2,600 ล้านบาท
โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ HABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET, ARISE HILL รวมมูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากพม่า จีน และชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสูง และวางเงินดาวน์สัดส่วน 30-50% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์อรสิริน
อีกทั้ง บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,158 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4, THE ASTRA SAMUI และ ARISE BUSINESS PARK และโครงการแนวราบ 1 โครงการ ได้แก่ บีลีฟ วงแหวน–สันกำแพง 2 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างยอดขายและรายได้ในอนาคต
“ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทมียอดขายสุทธิ(Net Presale) จำนวน 2,207 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 32% และโครงการแนวสูง 68% ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป มั่นใจว่าผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้” นายปรีดิกร กล่าว
นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์พื้นที่ภาคเหนือและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง จากการทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเข้ามาของประชากรแฝง นักลงทุนต่างชาติ กลุ่มผู้พำนักระยะยาว (Long Stay) และครอบครัวผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งนับเป็นฐานลูกค้าสำคัญของบริษัท ขณะที่ เชียงใหม่ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่และดีที่สุดของโลก ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน ส่งผลดีต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะยาว
"ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาทำกิจการร่วมค้า (JV) กับผู้พัฒนาอสังหาฯ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพิ่มเติม เพื่อเสริมความสามารถการแข่งขัน และเสริมศักยภาพโครงการอสังหาริมทรัพย์ เบื้องต้นคาดเห็นความชัดเจนภายในช่วงครึ่งแรกปี 2570" นายอรรคเดช กล่าว
อีกทั้งบริษัทวางกลยุทธ์พัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละทำเล โดยให้ความสำคัญด้านการออกแบบ ฟังก์ชันการอยู่อาศัย และมาตรฐานการก่อสร้างระดับสากล พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของภาคเหนือที่ได้รับมาตรฐาน EDGE Champion สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการใช้สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) สร้างความมั่นคงของผลประกอบการระยะยาว ปัจจุบันธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD มีพื้นที่ให้เช่ารวม 3,026 ตารางเมตร มีผู้เช่าแล้วประมาณ 81% และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 พร้อมทั้งศึกษาการขยายโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ในทำเลที่มีศักยภาพเพิ่มเติมในภูเก็ต มูลค่ากว่า 160 ล้านบาท โดยคาดเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3/2569 พร้อมสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2570
ด้านธุรกิจบริหารทรัพย์มือสอง บริษัทเตรียมจัดหาทรัพย์คุณภาพเพิ่มอีกประมาณ 10 ยูนิต แบ่งเป็นบ้าน 30% และคอนโดมิเนียม 70% มูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อรีโนเวทและจำหน่ายต่อ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในไตรมาส 3/2569 บริษัทฯจ่อเซ็นสัญญาซื้อ-ขาย สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์จาก 2 พันธมิตรใหม่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หลังเซ็นสัญญาซื้อ-ขายกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ไปในช่วงไตรมาส 2/2569
"ปัจจุบัน บริษัทฯ มีรายได้จากสินทรัพย์บ้านมือ 2 ราว 2-3% ของพอร์ตรวม ทั้งนี้จากการเข้าซื้อสินทรัพย์จากพันธมิตรเพิ่มเติม และดีมานด์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง คาดช่วยหนุนให้รายได้จากกลุ่มบ้านมือ 2 พุ่งแตะ 10% ของพอร์ตรวม ภายใน 3 ปี (ปี 2569-2572)" นายอรรคเดช กล่าว
ขณะที่ โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand เตรียมเปิดภาคการศึกษาใหม่ โดยปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 176 คน จากเดิมในปีการศึกษาแรกที่ 81 คน แบ่งเป็นนักเรียนไทยประมาณ 40% และนักเรียนต่างชาติ 60% ได้แก่ จีน เกาหลี พม่า และชาวยุโรป คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และมีศักยภาพสร้างรายได้ประมาณกว่า 100 ล้านบาทต่อปี