FETCO มุ่งยกระดับความเชื่อมั่นและขีดความสามารถการแข่งขันผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้าน เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดทุนอาเซียนและยกระดับสู่มาตรฐานสากลในระยะยาว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์พัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “พัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นตลาดทุนระดับโลก” โดยเป้าหมายระยะสั้น (ปี 2569–2571) คือการทำให้ตลาดทุนไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันและน่าสนใจอีกครั้ง หลังจากซบเซาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ผ่านการสร้างสภาพคล่องระยะยาวแทนที่สภาพคล่องระยะสั้นที่ผันผวน และปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานสากลผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้าน คือ
1. Demand Side: ขยายฐานผู้ลงทุน โดยมุ่งสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวของประเทศ ผ่านโครงการ TISA พร้อมผลักดันกองทุน TESG (Thai ESG Fund) ซึ่งคืบหน้าแล้ว 80-90% เหลือเพียงสรุปวงเงินและวันบังคับใช้, ผลักดันกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.), ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติผ่าน Family Office และ Long-term Visa, รวมถึงมาตรการดึงเงินไทยที่ลงทุนต่างประเทศกลับมาโดยยกเว้นภาษีกำไรชั่วคราว
2. Supply Side: เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน ผ่านการสนับสนุน Infrastructure Fund เพื่อช่วยรัฐบาลลดภาระหนี้, ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) ผ่าน BOI Fast Track, โครงการ Jump+ ให้สิทธิประโยชน์ภาษีบริษัทที่กำไรโตเด่น และการเปิดทางให้ SME เข้าถึงตลาดทุน
3. Ecosystem & Infrastructure: พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค โดยจัดตั้ง SME Credit Scoring/Rating Agency เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง SME, ปรับปรุงกฎหมาย Trust เพื่อการวางแผนทรัพย์สินส่วนบุคคล
4. Trust & Confidence: ยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน
5. Investor Relations: ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน ผลักดันการจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก ผ่านการจัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“กองทุน TESG (Thai ESG Fund) เราได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังและ กธจ. ซึ่งใกล้ลงตัวเกือบ 100% แล้ว พร้อมคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนและบังคับใช้ได้ภายในครึ่งปีหลังนี้ เพื่อสร้างแรงซื้อช่วยพยุงตลาด ในขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นการออมภาคบังคับเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยจะเข้ามาเติมเต็มจากระบบประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิม เพื่อให้แรงงานมีเงินเพียงพอหลังเกษียณ ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดทุนในฐานะเม็ดเงินลงทุนระยะยาว” นายไพบูลย์ กล่าว
เป้าหมายระยะกลาง : ผู้นำตลาดทุนอาเซียน ภายในปี 2575
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ผู้นำตลาดทุนในอาเซียน ทั้งด้านการระดมทุน สภาพคล่อง ฐานนักลงทุน และนวัตกรรมทางการเงิน เป็นตลาดทุนที่บริษัทคุณภาพในภูมิภาคเลือกเข้าจดทะเบียน สามารถดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
เป้าหมายระยะยาว : ตลาดพัฒนาแล้ว ภายในปี 2583 (Vision 2040)
ในระยะยาว สภาธุรกิจตลาดทุนไทยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) ที่มีระบบนิเวศตลาดทุนเข้มแข็งและได้มาตรฐานโลก มีความลึกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ มีสภาพคล่องที่มั่นคงและฐานนักลงทุนที่แข็งแกร่ง มีการเข้าถึงที่สะดวกและเป็นสากล พร้อมยึดมั่นในหลักความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน
“การมีตลาดทุนที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงเป้าหมายของภาคตลาดทุน หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศ หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องพัฒนาให้ทันสมัย โปร่งใส มีนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ” นายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย