Arincare ชี้ตลาดร้านยาไทย 8.1 หมื่นล้านบาท ยอดขายรวมสะดุดพิษ รับกำลังซื้อชะลอตัว บีบธุรกิจเร่งปรับตัวสู่จุดบริการสุขภาพยุคดิจิทัลและใช้ข้อมูลเชิงลึกทำการตลาดเฉพาะพื้นที่เพื่อความอยู่รอด
อุตสาหกรรมร้านขายยาและบริการสุขภาพของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางสำหรับการจัดจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์พื้นฐาน ปัจจุบันกำลังยกระดับและขยายบทบาทไปสู่การเป็นจุดเชื่อมต่อบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เข้าถึงประชาชนได้ใกล้ชิดที่สุด หรือ "Healthcare Access Point"
Arincare ผู้นำด้านแพลตฟอร์ม HealthTech เปิดเผยรายงาน Thailand Pharmacy Outlook 2025 สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าตลาดร้านขายยาปลีกในปัจจุบันทะยานขึ้นไปแตะระดับ 81,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งกลุ่มยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั้งหมด
ทว่าท่ามกลางตัวเลขมูลค่าตลาดที่มหาศาล ภาพรวมอุตสาหกรรมในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 กลับต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ตลอดจนหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมหรือ Same Store Sales (SSSG) โดยเฉลี่ยจากเครือข่ายร้านยาทั่วประเทศปรับตัวลดลงถึง 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Value Pragmatism หรือการมุ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่าเป็นหลัก ทำให้กลุ่มยาสามัญและการทำการตลาดแบบจัดชุดสินค้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังส่งผลให้สินค้ากลุ่มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น วิตามิน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์ความงาม เติบโตสวนกระแสขึ้นมาด้วยมูลค่าตลาด 11,300 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นราว 12% เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกก่อนเกิดอาการเจ็บป่วย
สิ่งที่น่าจับตาที่สุดในยุคนี้คือ ความเหลื่อมล้ำและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าแนวคิดการทำธุรกิจแบบ One Size Fits All ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป โดยพื้นที่ภาคใต้สามารถทำยอดขายสาขาเดิมเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับภาคตะวันออกที่ยังคงเติบโตได้ 11% จากแรงหนุนของการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ในทางกลับกัน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลับปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 18% และในบางจังหวัดภายในภูมิภาคเดียวกันกลับมียอดขายดิ่งลงมากกว่า 30% ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อระดับฐานรากและโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ย่อยมีความเปราะบางไม่เท่ากัน
ความท้าทายหลังจากนี้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงลึกและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ จากเดิมที่ผู้ประกอบการมักอาศัยเพียงประสบการณ์หรือข้อมูลภายในร้านค้าของตนเอง วันนี้การมองเห็นเทรนด์ภาพรวมระดับอุตสาหกรรมผ่านเครือข่าย Big Data จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอด โดยเฉพาะการเปิดกว้างด้านกฎหมายสำหรับ Telemedicine ที่จะเข้ามาเป็นตัวเร่งการเชื่อมต่อบริการสุขภาพระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้ไร้รอยต่อ ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์เพื่อรองรับความต้องการด้านการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพนี้เอง ที่จะกลายเป็นอาวุธชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับระบบนิเวศสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต