บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดโลกพุ่งรับดีลสันติภาพอิหร่าน เตือนบอนด์ยีลด์พุ่งดูดฟันด์โฟลว์ทิ้งหุ้น ชูกลยุทธ์ 3 ธีมเด่น (BDMS-CPN-GULF)
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงต่อกระแสข่าวที่สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ และเตรียมพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ ปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงกดดันหลักให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นโลกดีดตัวขึ้นแรงเมื่อวานนี้ นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น (+5.0%) และสหรัฐฯ (+0.9% ถึง +3.1%) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็เริ่มลดลงตามไปด้วย โดย Bloomberg ประเมินว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. 69 มีแนวโน้มติดลบ -0.1% MoM และคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะลดลงเหลือ 3.7% (จากเดิมคาด 4.2%) ทั้งนี้ ตลาดกำลังรอดูมุมมองและถ้อยแถลงครั้งแรกของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ อย่าง Kevin Warsh พร้อมจับตารายละเอียด Dot Plot ในการประชุมวันที่ 17 มิ.ย. 2026 นี้
จับตา BOJ ขึ้นดอกเบี้ยรอบ 30 ปี - SPACEX จ่อเข้า NASDAQ-100 สำหรับความเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่สำคัญ วันนี้ (16 มิ.ย.) ตลาดจับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปีนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจยุค 1990s เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อและสกัดกั้นการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นปัจจัยบวก (Sentiment) หนุนกลุ่มหุ้นธนาคารของญี่ปุ่นให้มีความน่าสนใจ ขณะเดียวกัน หุ้นเทคโนโลยีอวกาศอย่าง SPACEX (SPCX US) ยังคงร้อนแรง ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกว่า +19.58% นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าจะถูกคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนประเภท Passive และ ETF ให้ไหลเข้าซื้อหุ้นได้มหาศาลราว 2.7 พันล้าน ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับ Free Float ของหุ้นที่มีเพียง 4% ทำให้เกิดภาวะอุปทานจำกัดและเป็นแรงหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น
เตือนตลาดหุ้นสะท้อนข่าวดีไปแล้ว - ระวังฟันด์โฟลว์หนีเข้าตราสารหนี้ แม้ภาพรวมสงครามจะก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักร (เฟสลงนามหยุดยิง) ซึ่งเป็นบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน แต่ฝ่ายวิจัยเตือนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตอบรับข่าวดีและ "Price-in" ผลเชิงบวกนี้ไปพอสมควรแล้ว
สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ทั่วโลกที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเร่งตัวขึ้นถึง 30-50 bps. ในช่วงที่ผ่านมา (เช่น สหรัฐฯ +53.6 bps, ไทย +37.6 bps) ผลตอบแทนของพันธบัตรที่สูงขึ้นและมีความปลอดภัยกว่าตลาดหุ้น อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ดึงดูดให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โยกเงินออกจากตลาดหุ้นเพื่อไปหาผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้แทน เพื่อล็อกกำไรในระยะนี้ ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ของไทยลดลงจาก 4.1% ในช่วงก่อนสงคราม ลงมาเหลือ 3.7% ในปัจจุบัน
กลยุทธ์การลงทุน: หมุนกลุ่มเล่น 3 ธีมรับสงครามผ่อนคลาย (BDMS-CPN-GULF) เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ สลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยเน้นหาโอกาสจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักฟื้นตัวได้ดีเมื่อทิศทางสงครามผ่อนคลาย แนะนำ 3 กลุ่มเด่น ได้แก่
1.กลุ่มอิงท่องเที่ยว (Tourism Play): รับประโยชน์โดยตรงจากการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ได้แก่ BDMS, BCH, BH, CENTEL, MINT และ BA
2.กลุ่มต้นทุน Commodity (Commodity Cost Play): รับอานิสงส์จากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานที่เริ่มลดลง ได้แก่ ICHI, CBG, HMPRO, GPSC, BGRIM และ GULF
3.กลุ่มการเงิน (Financial Play): โดดเด่นในธีมปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ SAWAD, MTC และ TIDLOR
โดยกำหนดให้หุ้น BDMS, CPN และ GULF เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำให้เข้าเก็งกำไรใน DR: MUFG19 ซึ่งอ้างอิงธนาคารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเพื่อรับปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และแนะนำลงทุนในหุ้น DR: HOOD06 เป็นหุ้น Global Gem ประจำวัน