“บุณยสิทธิ์” กางยุทธศาสตร์ปี 69 ชูเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนสหพัฒน์ พร้อมจี้รัฐ “เร่งเมกะโปรเจกต์ - กล้าตัดสินใจเพื่อชาติ”

“บุณยสิทธิ์” กางยุทธศาสตร์ปี 69 ชูเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนสหพัฒน์ พร้อมจี้รัฐ “เร่งเมกะโปรเจกต์ - กล้าตัดสินใจเพื่อชาติ”
“เครือสหพัฒน์” ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ในปี 2569 มุ่งเน้นเทคโนโลยี AI และดิจิทัลขับเคลื่อนการเติบโต พร้อมแนะรัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตโลก

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัญหาความขัดแย้งและสงครามในหลายภูมิภาค “นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะดูตึงเครียด แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสทองจากการเป็นประเทศที่เป็นกลางและตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเอเชีย โดยเฉพาะในจังหวะที่ทั่วโลกเริ่มเบนเข็มความสนใจมาที่ภูมิภาคนี้มากขึ้น แม้ในปัจจุบันตัวเลขการเติบโตของ GDP ของไทยอาจจะดูช้ากว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่เมื่อพิจารณาจากฐานเศรษฐกิจเดิมที่ไทยมีความแข็งแกร่งกว่า อยู่ในจุดที่สามารถแข่งขันได้ดีและไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไปต่อกระแสสึนามิต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น เพราะปัจจัยดังกล่าวเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งสิ่งที่ภาคธุรกิจไทยควรทำคือการเร่งหาทางพัฒนาศักยภาพให้เร็วกว่าประเทศอื่นเพื่อเตรียมรับมือหากสถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลายลง

“ช่วงนี้จริงๆ แล้วมองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับเมืองไทยด้วยซ้ำ ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลางมีสงคราม ทำให้เอเชียจะกลายเป็นประเทศที่ทั่วโลกมองเป็นอันดับหนึ่ง แม้เศรษฐกิจไทยอาจมีปัญหา แต่ภาพรวมถ้าเทียบกับที่อื่น เรายังดีกว่าคนอื่นเยอะ” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

ส่วนทิศทางการลงทุน นายบุณยสิทธิ์มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของยุคสมัย โดยระบุว่ายุคของการลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มอิ่มตัวและกำลังถูกแทนที่ด้วยคลื่นการลงทุนระลอกใหม่จากจีน ซึ่งขณะนี้จีนกำลังให้ความสำคัญกับไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อบุกตลาดอาเซียน โดยเครือสหพัฒน์เองได้มีการเซ็น MOU ร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายราย โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีอย่าง AWS, Google และสตาร์ทอัพด้านดิจิทัลต่างๆ เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว โดยปัจจุบันการเจรจาธุรกิจกับนักลงทุนจีนมีความเข้มข้นอย่างมากและมีขนาดการลงทุนที่ใหญ่กว่าในอดีตหลายเท่าตัว โดยไทยต้องรู้จักฉกฉวยโอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับยุทธศาสตร์ของเครือสหพัฒน์ในปี 2569 บริษัทฯ วางแผนเปลี่ยนโฉมองค์กรเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการนำ AI และ Digital Transformation เข้ามาปรับใช้ในทุกภาคส่วนของธุรกิจเพื่อเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการทำงาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อนำหุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการติดอาวุธให้พนักงานรู้จักการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์เพื่อขยายฐานธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกับการจัดงานสหพัฒน์แฟร์ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากงานขายสินค้าราคาถูก ไปสู่การเป็นพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยภายใต้แนวคิด First & Best เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่เครือสหพัฒน์ในฐานะองค์กรแห่งอนาคต

นายบุณยสิทธิ์ได้สรุปถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยผ่านการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน โดยมองว่าหากปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยเหมือน "รถสามล้อติดเครื่องยนต์" ปีนี้ก็เปรียบเสมือน "สามล้อแบบใช้คนถีบ" หรือซาเล้งที่ต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อก้าวไปข้างหน้า เนื่องจากปัญหาในประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและกัมพูชาทำให้ตลาดเดิมเกิดภาวะชะงักงัน สหพัฒน์จึงต้องเร่งหาตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศทดแทน 

“ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เราพยายามตรึงราคาไว้ให้นานที่สุด ถ้าวัตถุดิบขึ้นเราก็ต้องขึ้นบ้าง สินค้าที่น่าจะขึ้นแน่ๆ คือพวกเคมีภัณฑ์ พลาสติก แต่ถ้าสงครามหยุดราคาก็อาจลง ต้องเฝ้าดูตลอด อีกทั้งเรื่องต้นทุนขึ้นมันเป็นกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่ไทยหรือเครือสหพัฒน์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงมาก มันมีขึ้นมีลง สงครามไม่ได้สู้กันตลอด ต้องมีวันหยุด เราต้องดูว่าถ้าสงครามหยุด เราจะพัฒนาอย่างไรให้เร็วกว่าคนอื่น ไม่ใช่ไปห่วงเรื่องนี้จนลืมมองโอกาส” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้บริษัทฯ มองว่าความหวังในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย อยู่ที่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลต้องเร่งลงทุนในโครงการที่สร้างความได้เปรียบในระดับมหภาค ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัลและ AI อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นสามล้อแบบถีบ ไปสู่สามล้อไฟฟ้า (EV) ที่มีความทันสมัยและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ต่อไป

อีกทั้ง นายบุณยสิทธิ์ มีมุมมองถึงบทบาทและการทำงานของรัฐบาล ให้คะแนนการบริหารงานในเบื้องต้นที่ 6 เต็ม 10 โดยชื่นชมความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติจนทำให้ตลาดหุ้นเริ่มส่งสัญญาณบวก สะท้อนจากดัชนีที่ปรับตัวจาก 1,300-1,400 จุด ขึ้นมาแตะ 1,500 จุดได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งทำคือ "ความกล้าในการตัดสินใจ" โดยเฉพาะการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือ Infrastructure ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงหรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งหากรัฐบาลกล้าที่จะกู้เงินมาลงทุนในโปรเจกต์ที่สร้างรากฐานเหล่านี้ จะส่งผลดีต่อการจ้างงานและช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการใช้นโยบายแจกเงินเพียงอย่างเดียวที่อาจทำให้ประชาชนคุ้นชินกับการรอความช่วยเหลือ และไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา Data หรือข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

นอกจากนี้รัฐบาลยังควรดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมองว่าระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นจุดที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคเกษตรกรและอุตสาหกรรมการส่งออกไทยให้ทัดเทียมกับคู่แข่งในภูมิภาคได้

TAGS: #บุณยสิทธิ์ #สหพัฒน์ #SPC #เทคโนโลยี #AI #รัฐบาล #เมกะโปรเจกต์ #โครงสร้างพื้นฐาน #การลงทุน