JMT สบช่อง NPL ทะลัก! ลุยผุดศูนย์ประนอมหนี้ 41 แห่งทั่วไทย หนุนเก็บเงินสดปี 69 เข้าเป้า 9 พันล้าน!

JMT สบช่อง NPL ทะลัก! ลุยผุดศูนย์ประนอมหนี้ 41 แห่งทั่วไทย หนุนเก็บเงินสดปี 69 เข้าเป้า 9 พันล้าน!
JMT ปักธง! ปี 69 จัดเก็บเงินสดแตะ 9 พันล้านบาท ลุยเปิดตัว “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” ครอบคลุม 41 สาขาทั่วประเทศ ต่อยอดผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (AMC) สู่การเป็น “Financial Recovery Partner”

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยวิสัยทัศน์ปี 2569 ว่า JMT เดินหน้าต่อยอดธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ สู่การเป็น ‘Financial Recovery Partner’ หรือผู้ช่วยฟื้นฟูทางการเงินให้กับลูกค้า ผ่านการหาทางออกร่วมกันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 32 ปีของการดำเนินธุรกิจ JMT ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าในการประนอมหนี้และวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละคนมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา JMT สามารถช่วยลูกค้ากลับคืนสู่ระบบการเงินแล้วกว่า 1 ล้านบัญชี จากทั้งหมดกว่า 8 ล้านบัญชี สะท้อนบทบาทของบริษัทที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการติดตามหนี้ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการเงินใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

“ปัจจุบันประเทศไทยมีสินเชื่อในระบบกว่า 5.28 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังกว่า 3.9 แสนล้านบาท และกลุ่มหนี้เสีย (NPL) ราว 1.7 แสนล้านบาท ทั้งจากสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต สินเชื่อเช่าซื้อ และอื่นๆ ในขณะที่มูลค่าหนี้เสีย (NPL) ในระบบอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ได้รับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐฯ ผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปได้ต่อ” ช่วยหนุนให้ยอด NPL ในระบบลดลงแล้วราว 10% ซึ่งยังเหลืออีกราว 90% ที่เป็นโอกาสของ JMT ที่จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติม” นายสุทธิรักษ์

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง และปัญหาหนี้ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของประเทศ JMT มองว่าธุรกิจบริหารหนี้ในปัจจุบัน ไม่ได้มีบทบาทเพียงการจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศในระยะยาว

ด้วยแนวคิดดังกล่าว JMT จึงเปิด “ศูนย์ประนอมหนี้ JMT by Jai” เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดแนวทาง Financial Recovery สู่การปฏิบัติจริง โดยศูนย์ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางบริการด้านการฟื้นฟูทางการเงินแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์หนี้รายบุคคล การเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ การออกแบบเงื่อนไขการชำระที่เหมาะสม ตลอดจนการให้คำแนะนำด้านการบริหารการเงินและเสริมศักยภาพรายได้ในระยะยาว เพื่อช่วยให้ลูกค้ากล้าเข้ามาพูดคุย และร่วมกันหาทางออกทางการเงินมากขึ้น

อีกทั้ง JMT ตั้งเป้าขยายเครือข่าย “ศูนย์ประนอมหนี้” ครอบคลุม 41 สาขาทั่วประเทศ โดยนำร่องสาขาแรกที่ Jes Green Village Ramkhamhaeng พร้อมคาดว่าภายใน 3 เดือน จะทยอยเปิดสาขาอื่นๆ ครอบคลุม 41 สาขาทั่วไทย ภายใต้งบการลงทุนต่อสาขาขนาดใหญ่ราว 3-5 แสนบาท และสาขาขนาดเล็กราว 1-2 แสนบาท

ขณะเดียวกัน JMT ยังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Jaii-Dee” ภายใต้แนวคิด “เช็กง่าย จ่ายคล่อง จบที่แอปเดียว” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบยอดหนี้ ชำระเงินออนไลน์ และทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้แบบ Real-Time ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีสมาชิกใช้งานแล้วมากกว่า 2 แสนราย สะท้อนการปรับตัวขององค์กรสู่การเป็น Digital AMC” อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ JMT ยังนำ AI และ Data Analytics เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและออกแบบแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเปิดช่องทาง Call Center หมายเลข 1527 เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้คำปรึกษาและประสานงานกับลูกค้าโดยตรง ตอกย้ำเป้าหมายขององค์กรในการสร้างระบบบริหารหนี้ที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของ JMT ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการฟื้นฟูทางการเงินของประเทศในระยะยาว

ในเชิงธุรกิจ โมเดล Financial Recovery Platform นอกจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านการเงินแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพพอร์ตหนี้ และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ (Collection Rate) ปัจจุบัน JMT ยังคงตอกย้ำสถานะผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันอันดับหนึ่งของประเทศไทย

โดย ณ สิ้นปี 2568 JMT Group และ JK AMC มีมูลหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้การบริหารรวมประมาณ 574,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการจัดเก็บเงินสด (Cash Collection) ปี 2569 ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ทำได้ประมาณ 8,407 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ JMT ยังคงมุ่งมั่นให้ความช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านการให้คำปรึกษาทางการเงินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าการขยายสาขาครบ 41 แห่ง และการบริการผ่านแพลตฟอร์มจะช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าที่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า 1 หมื่นรายต่อเดือน รวมถึงหนุนให้ JMT มีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในอนาคต จากปัจจุบันที่มียอดจัดเก็บเงินสดไตรมาสละกว่า 2 พันล้านบาท

“JMT มองว่า การแก้ปัญหาหนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารพอร์ตหรือการติดตามจัดเก็บ แต่คือการช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง เมื่อประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของ JMT ไปพร้อมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” นายสุทธิรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

TAGS: #JMT #บมจ.เจเอ็มทีเน็ทเวอร์คเซอร์วิสเซ็ส #ศูนย์ประนอมหนี้ #ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ #AMC #FinancialRecoveryPartner #Financial