บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก โดยระบุว่าสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 12 เริ่มมีสัญญาณความรุนแรงที่ลดลง แม้ล่าสุดอิหร่านจะก่อเหตุยิงเรือการค้า 3 ลำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "เรือมยุรี นารี" สัญชาติไทยของบริษัท PSL รวมถึงขู่จะโจมตีครั้งใหญ่หากสหรัฐฯ ถล่มท่าเรืออิหร่านก็ตาม อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าสงครามใกล้จะจบลงแล้ว เนื่องจากแทบไม่เหลือเป้าหมายให้โจมตีในอิหร่าน ผสานกับการที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) มีมติระบายน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาอุปทานขาดแคลน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกย่อตัวลงมาได้ ขณะที่ในสัปดาห์หน้า (18 มี.ค.) แนะนำให้นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และการเปิดเผย Dot Plot โดยล่าสุดตลาดคาดการณ์ว่า FED อาจจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ช่วงเดือนกันยายน 2569
ตั้งรัฐบาลไทยเร็วกว่าคาด 1.5 เดือน หนุน SET ลุ้นบวกแรง สำหรับปัจจัยในประเทศ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจะได้รัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมราว 1-1.5 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยไทม์ไลน์ความชัดเจนจะเริ่มตั้งแต่การเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มี.ค. ตามด้วยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มี.ค. และคาดว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเริ่มบริหารประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนพฤษภาคม 2569 การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วขึ้นจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ไม่สะดุด นอกจากนี้ จากสถิติในอดีตช่วงจัดตั้งรัฐบาลลุงตู่ในปี 2562 พบว่าหลังจากเปิดประชุมสภา ดัชนี SET ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 100 จุด (จาก 1,600 จุด สู่ 1,700 จุด) แม้จะมีปัจจัยกดดันจากสงครามการค้าในขณะนั้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับปัจจุบัน
กลยุทธ์การลงทุน: หลบสงคราม ลุยหุ้น "Domestic Consumption" ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) พบว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นเอเชียอย่างหนักตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง -7.9% บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำกลยุทธ์ "หลบสงคราม ซบหุ้นอิงนโยบายรัฐ" โดยเน้นไปที่กลุ่มการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ที่มีความปลอดภัยสูง ฝ่ายวิจัยคาดหวังว่ารัฐบาลผสม (พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย) จะเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพแบบรวดเร็ว (Quick Win) ภายใน 100 วันแรก จึงแนะนำหุ้นเด่น 3 กลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่
1.กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, BJC): รับอานิสงส์เต็มๆ จากนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" ที่รัฐบาลช่วยจ่าย 50% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค
2.กลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม (CBG, OSP, ICHI): นอกจากจะได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการจับจ่ายแล้ว ยังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นฤดูร้อนที่ยอดขายจะเติบโตสูงสุดในรอบปี
3.กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, TIDLOR): ได้รับผลดีจากนโยบายแก้หนี้-พักหนี้ และสภาพคล่องของประชาชนที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL) ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ