BPP รุกปรับโครงสร้างใหญ่สู่ธุรกิจ "Power+" ของกลุ่มบ้านปู ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics มุ่งหน้าสู่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร ขานรับดีมานด์ไฟฟ้าจาก Data Center คาดพุ่งสูง 5 เท่า ในปี 2578
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทฯ กำลังเปลี่ยนผ่านสู่กลุ่มธุรกิจ 'Power+' เพื่อรองรับความต้องการพลังงานทั่วโลกที่เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะในตลาด ERCOT สหรัฐฯ ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น 14% ในปีที่ผ่านมา จากธุรกิจ Data Center เป็นฟันเฟืองหลัก
โดยในปีนี้ BPP ยังคงมุ่งสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงผ่านการประสานการทำงานของสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ทั้งโรงไฟฟ้า HPC (ลาว) และ BLCP (ไทย) ยังคงประสิทธิภาพสูงด้วยค่าความพร้อมจ่าย (EAF) 85-89% ขณะที่โรงไฟฟ้าในจีน สร้างผลกำไรต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ผสานกับโรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว และโครงการจินหู เฉียนเฟิง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ช่วง Q3/69
อีกทั้งบริษัทฯ เตรียมรุกตลาดระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ผ่านการขยายการลงทุนในโครงการ Megamouth ในสหรัฐฯ กำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2570
สำหรับโครงการในญี่ปุ่น โครงการอิวาเตะ โดโนะ (Iwate Tono) กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับกริดและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อ Q2/68 ส่วนโครงการไอสี (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) ปัจจุบันมีกำลังไฟฟ้ารวม 52 เมกะวัตต์ ความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง ส่วนโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) ซึ่งร่วมทุนกับพันธมิตร มีกำลังไฟฟ้ารวมกว่า 216 MWh ยังคงดำเนินการตามแผนซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571 เพื่อเสริมเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า
ขณะที่ธุรกิจ Energy Trading บริษัทฯ เตรียมต่อยอดรายได้จากการซื้อขายไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์ม ICE ในสหรัฐฯ และรุกตลาดญี่ปุ่นที่มีฐานลูกค้ากว่า 2,000 ราย มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่น รวมถึงเตรียมเปิดโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 'Cotton Cove' ในสหรัฐฯ ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมผนึกพันธมิตรทั้ง อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อขยายโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 227 MW
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีแผนควบรวมกิจการ (M&A) กับ "บ้านปู" ให้เสร็จสิ้นภายใน Q3/69 เพื่อจดทะเบียนบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play) ทั่วเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ โดยผสานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และธุรกิจการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อประสานการทำงานร่วมกันในทุกพอร์ตโฟลิโอ
"จากการควบรวมกิจการดังกล่าว ส่งผลให้ปีนี้บริษัทฯ จะรับรู้ผลประกอบการเพียง Q1-Q3/69 โดยบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานยังคงเติบโตต่อเนื่อง รับอานิสงต์เชิงบวกจากต้นทุนราคาถ่านหินที่ทรงตัวในระดับต่ำ ผนวกกับ อุปสงค์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ Data Center นอกจากนี้ ธุรกิจ Energy Trading ยังมีโอกาสสร้างส่วนเพิ่มกำไร (Upside) จากความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก" นายอิศรา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การขายสิทธิลงทุนบางส่วนในโรงไฟฟ้า Temple I & II ในสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ยังช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าลงทุนโครงการพลังงานใหม่ๆ ที่มีผลตอบแทนสูง เพื่อส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 3,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% (YoY) และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 8,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% (YoY) สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการ สินทรัพย์ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน